ห้องประชุมผนังกระจกชั้นยี่สิบเก้าไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการสอบสวน แต่มันเหมาะกับการทำให้คนรู้สึกว่าตัวเองไม่มีที่ซ่อน
ก่อนมาถึงห้องนี้ มินตรากับจิรวัฒน์ใช้เวลาที่เหลือของคืนในห้องทำงานส่วนตัวของเขา ไล่ตู้เอกสาร ลิ้นชักล็อกสองชั้น และเครื่องสำรองข้อมูลที่ฝ่ายปฏิบัติการแทบไม่เคยให้ใครแตะ พวกเขาเจอสำเนา vendor master เก่าที่มีรหัสผู้ขายซ้ำกันสามชุด เจอ purchase request ที่ถูกแทนด้วยไฟล์ว่าง และเจอเวลาการเข้าใช้บัญชีผู้ช่วยผู้บริหารในช่วงที่ทั้งสองคนไม่ควรอยู่ในระบบ แต่สิ่งที่พวกเขาไม่เจอคือเอกสารลงนามตรงของธีรภัทร สุธรรม
ร่องรอยทั้งหมดเหมือนถูกวางไว้บนโต๊ะโดยมือที่สวมถุงมือสะอาดเกินไป ไม่มีลายเซ็น ไม่มีอีเมลสั่งการตรง มีแต่คำว่า “เพื่อประโยชน์ของบริษัท” แทรกอยู่ในบันทึกประชุมย่อยและคำสั่งผ่านคนกลางอย่างเย็นชาจนแทบจับตัวไม่ได้
ดังนั้นเช้าวันนี้ พวกเขายังไม่มีมีดพอจะปักลงกลางหัวโต๊ะ มีเพียงเชือกบางเส้นจาก log สำรองและ vendor master ที่ต้องค่อยๆ ดึงให้คนที่คิดว่าตัวเองยืนสูงผูกคอตัวเอง
เช้าวันนั้น โต๊ะยาวสีดำเต็มไปด้วยแล็ปท็อป สายชาร์จ แผ่นสรุปตัวเลข และถ้วยกาแฟที่เย็นลงโดยไม่มีใครแตะ ไอน้ำจางหายไปนานแล้ว เหลือเพียงคราบสีน้ำตาลบางๆ ติดขอบแก้วเหมือนหลักฐานของการรอคอยที่ไม่มีใครกล้ายอมรับ ฝ่ายการเงินสองคนนั่งไหล่เกร็งอยู่ด้านหนึ่ง ฝ่ายจัดซื้อก้มหน้าก้มตาไล่รหัสผู้ขายตามคำสั่งที่สลับกันมาจากจิรวัฒน์และพิมพ์ชนก เกิดแก้ว ส่วนปัชริดา เข้มแข็งนั่งเยื้องปลายโต๊ะอย่างคนที่ไม่ได้ถือแฟ้มหลัก แต่ถือหูของคนทั้งบริษัทไว้ครึ่งหนึ่ง
ธีรภัทร สุธรรมมาถึงก่อนเวลาเล็กน้อย เขาไม่ขึ้นเสียง ไม่เคาะโต๊ะ ไม่ทำตัวกร่างให้เสียภาพ เขาเพียงนั่งตรงหัวโต๊ะด้วยท่าทางของคนที่เชื่อว่าเก้าอี้นั้นเป็นของเขาตั้งแต่ยังไม่มีใครเอ่ยอนุมัติ แม้แสงเช้าจะสะท้อนกระจกด้านหลังจนทำให้ใบหน้าของทุกคนดูซีดลง เขากลับดูเหมือนยิ่งคมชัดขึ้นในความเงียบนั้น
มินตรานั่งอยู่ระหว่างจิรวัฒน์กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบภายใน เธออยู่ในป้ายชื่อของโรงแรมว่า “นิศา อรุณ” แต่ในอกของเธอมีอีกชื่อหนึ่งซ่อนอยู่เหมือนใบมีดบางที่ยังไม่ถึงเวลาใช้งาน
“เริ่มจากประเด็นแรก” พิมพ์ชนกพูด น้ำเสียงเรียบจนเกือบสุภาพเกินจริง “ข้อมูลค่าใช้จ่ายงานเปิดตัวหลุดไปถึงผู้สอบบัญชีภายนอกก่อนบอร์ดรับทราบอย่างเป็นทางการ ใครเป็นผู้รวบรวมไฟล์ชุดนั้น”
ฝ่ายการเงินคนหนึ่งตอบเสียงแห้ง “รายงานเบื้องต้นถูกสร้างโดยระบบค่ะ ผู้สอบบัญชีมีสิทธิ์อ่านบางหมวดอยู่แล้วตามรอบตรวจพิเศษ”
ธีรภัทรพับมือบนโต๊ะ “บางหมวด ไม่ใช่ทั้งหมด”
จิรวัฒน์เปิดเอกสารหน้าหนึ่งบนจอของตัวเอง แต่ไม่ดันให้ใครดู “คำถามจากผู้สอบบัญชีเกี่ยวกับค่าเช่าผ้าปูโต๊ะและ vendor code ซ้ำ ไม่ใช่ไฟล์ทั้งหมด”
ปัชริดายิ้มบาง “แต่คำถามมาในเวลาที่น่าสนใจมากค่ะ หลังมีการให้สิทธิ์เข้าถึงพื้นที่ส่วนตัวกับที่ปรึกษาชั่วคราว”
สายตาหลายคู่เลื่อนไปหามินตรา
เธอไม่รีบตอบ
จิรวัฒน์เป็นฝ่ายพูด “สิทธิ์ของนิศา อรุณ ถูกบันทึกสองชั้นและจำกัดเฉพาะแฟ้มที่ผมอนุมัติ”
พิมพ์ชนกหันมาหาเขา “การอนุมัติของคุณคือประเด็นหนึ่ง จิรวัฒน์ ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด”
“งั้นถามให้ครบ”
“ฉันกำลังถามอยู่” พิมพ์ชนกวางปากกาลงช้าๆ “และฉันถามในฐานะที่ปรึกษากฎหมายของกลุ่ม ไม่ใช่แค่คนที่คุณเคยบอกว่าจะไม่ใช้สิทธิ์ส่วนตัวปกป้องใครในอาคารนี้อีก”
ห้องเงียบลงเพียงเสี้ยววินาที
คำว่า “เคยบอก” ไม่ใช่คำถามทางกฎหมาย มันเป็นประตูที่เปิดจากโต๊ะประชุมไปยังห้องรับประทานอาหารของตระกูลสุธรรม ไปยังข้อตกลงหมั้นหมายที่ผูกกับภาพลักษณ์ก่อน IPO และไปยังเรื่องที่คนอื่นในห้องไม่ควรรู้ แต่พิมพ์ชนกตั้งใจให้ทุกคนรู้ว่ามี
จิรวัฒน์มองเธอ “ผมจำได้ว่าผมบอกว่าจะไม่ใช้สิทธิ์ส่วนตัวทำลายขั้นตอน ไม่ได้บอกว่าจะปล่อยให้ใครใช้ขั้นตอนทำลายคน”
พิมพ์ชนกยิ้มบาง “คำตอบแบบนี้จะใช้กับนักลงทุนยากนะคะ โดยเฉพาะเมื่อครอบครัวของเรายังต้องแสดงเสถียรภาพก่อนยื่นเอกสารรอบสุดท้าย”
มินตรารับรู้แรงกดจากโต๊ะทั้งโต๊ะโดยไม่ต้องมองใครนาน เธอเลือกเปิดแฟ้มสัญญาผู้ขายหมวดเฟอร์นิเจอร์แทนการยกโล่ป้องกันตัว บางครั้งคนกล่าวหาจะหงุดหงิดที่สุดเมื่อเหยื่อไม่แสดงท่าทางเป็นเหยื่อ
“ไฟล์ว่างที่ถูกแทนในระบบเกิดขึ้นก่อนฉันได้รับสิทธิ์ชั่วคราวค่ะ” เธอกล่าว “เวลาแก้ไขล่าสุดอยู่ก่อนเที่ยงของเมื่อวาน ผู้ที่มีสิทธิ์เข้าถึงตามลำดับมีห้าบัญชี ส่วนบัญชีของฉันไม่มีสิทธิ์ลบต้นฉบับ”
พิมพ์ชนกมองเธอ “คุณมั่นใจมากสำหรับคนที่เพิ่งเข้ามาสามวัน”
“ระบบมั่นใจแทนฉันค่ะ”
ธีรภัทรหัวเราะเบาๆ “ระบบก็ถูกหลอกได้ คุณนิศา”
“จริงค่ะ” มินตราหันไปหาเขา “แต่คนที่หลอกระบบมักลืมว่าระบบอื่นยังจำเขาอยู่”
ในห้องมีเสียงเก้าอี้ขยับเล็กน้อยจากฝ่ายจัดซื้อคนหนึ่ง เสียงนั้นสั้นและแห้ง แต่ดังพอจะทำให้คนที่ก้มหน้าอยู่หลายคนหยุดหายใจพร้อมกัน
ปัชริดาเอียงหน้าเพียงนิด “คุณกำลังกล่าวหาใครหรือเปล่าคะ”
“ฉันกำลังขอให้เปิด log สำรองจากโซนห้องประชุมกรรมการชั้นยี่สิบเก้า รวมถึง user agent ของบัญชีผู้ช่วยผู้บริหารที่ถูกใช้ค้น vendor code เมื่อคืนค่ะ”
ธีรภัทรไม่เปลี่ยนสีหน้า “คุณรู้เรื่องนั้นได้อย่างไร”
มินตราปล่อยมือจากปากกา “จากข้อมูลที่ทีมตรวจสอบได้รับหลังมีสัญญาณผิดปกติค่ะ”
พิมพ์ชนกหันไปหาจิรวัฒน์ “ข้อมูลนี้ผ่านฝ่ายกฎหมายหรือยัง”
“ยัง” จิรวัฒน์ตอบ “เพราะเราเพิ่งดึงเมื่อคืน และนี่คือประชุมฉุกเฉิน ไม่ใช่เวทีแถลงผลสุดท้าย”
“สะดวกดีนะ” ปัชริดาพูด “ทุกอย่างที่อาจเป็นประโยชน์กับคุณเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืน”
จิรวัฒน์มองเธอ “ถ้าคุณมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เชิญใส่ลงบันทึกประชุม”
ปัชริดาเงียบไปครู่หนึ่ง สีหน้าของเธอยังนุ่ม แต่ปลายนิ้วเคาะขอบแฟ้มเบาๆ เป็นจังหวะที่ไม่เหมือนคนใจเย็น
การประชุมลากยาวเกือบสามชั่วโมงโดยไม่มีใครลุกออกจากห้อง ธีรภัทรพยายามบังคับคำถามให้วนกลับมาที่ตัวมินตรา พิมพ์ชนกจับทุกคำที่อาจกลายเป็นช่องโหว่ทางกฎหมาย ส่วนจิรวัฒน์สกัดด้วยเอกสารจริงทีละแผ่น ไม่โจมตีเกินจำเป็น แต่ไม่ยอมถอย
มินตราเห็นความเหนื่อยสะสมบนใบหน้าฝ่ายจัดซื้อ เธอเห็นความกลัวที่คนพยายามกลืนให้ลงคอเมื่อชื่อของผู้บริหารถูกกล่าวอ้อมๆ เธอเห็นปัชริดาไม่เขียนอะไรมากนัก แต่จำทุกอย่างด้วยสายตา
จิรวัฒน์เห็นเช่นกัน และสีหน้าของเขาแข็งขึ้นในแบบที่ไม่ได้เกิดจากความโกรธเพียงอย่างเดียว
เมื่อหลายปีก่อน เขาเคยเชื่อว่าถ้าส่งบันทึกผิดปกติให้บอร์ดอย่างถูกขั้นตอน ความจริงจะปกป้องคนตัวเล็กได้ แต่บันทึกนั้นถูกย้อนกลับมาเป็นความผิดของแม่บ้านกะดึกคนหนึ่งที่เซ็นรับกุญแจแทนหัวหน้า เธอถูกย้ายออกจากโรงแรมภายในสัปดาห์เดียว ส่วนคนที่สั่งจริงไม่ทิ้งลายเซ็นไว้แม้แต่บรรทัดเดียว ธีรภัทรเรียกมันว่า “การรักษาผลประโยชน์บริษัท” และตบไหล่น้องชายเหมือนปลอบเด็กที่เพิ่งเรียนรู้บทเรียนแรกของธุรกิจ
ตั้งแต่นั้น จิรวัฒน์ไม่เคยปล่อยให้พนักงานระดับล่างถูกลากเป็นกันชนง่ายๆ อีก
แล้วข้อความเข้ารหัสก็เข้ามาในอุปกรณ์สำรองของเธอ
มันไม่สั่น ไม่ส่งเสียง มีเพียงจุดเล็กสีดำปรากฏตรงมุมหน้าต่างงานที่เธอเปิดไว้ มินตราเกือบไม่เห็น หากไม่ใช่เพราะรหัสเรียกที่มีคนบนโลกนี้เหลือใช้อยู่ไม่กี่คน
`R.S. / เลิกเล่น ก่อนบ้านหลังสุดท้ายจะถูกขายในชื่อคนตาย`
เลือดในตัวเธอเย็นลงทันที
R.S. คือรอยแผลที่ถูกย่อจนเหลือสองตัวอักษร รสิกา สมบัติดีคือชื่อก่อนกองไฟ มินตรา สมบัติดีคือชื่อที่เธอใช้หลังรอดชีวิตและยอมให้โลกเชื่อว่าเด็กคนนั้นหายไปแล้ว ส่วนนิศา อรุณคือหน้ากากของภารกิจนี้ หน้ากากที่ควรป้องกันเธอจากโรงแรม ไม่ใช่จากคนในเลือดเดียวกัน
เธอไม่แตะอุปกรณ์นั้นต่อหน้าคนอื่น เพียงเลื่อนแผ่นสัญญาอีกใบขึ้นมาปิดมุมหน้าจอ แล้วพูดกับฝ่ายจัดซื้อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ช่วยเปิด purchase request ของหมวดเครื่องครัวห้องสูทเพรสซิเดนเชียลค่ะ เอาเฉพาะรายการที่มีการแก้ไขผู้อนุมัติภายหลัง”
เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อรีบทำตาม
จิรวัฒน์หันมามองเธอเพียงเสี้ยววินาที เสี้ยวเดียวพอให้มินตรารู้ว่าเขาเห็นความผิดจังหวะ
เธอไม่มองตอบ
ข้อความที่สองตามมา
`อย่าคิดว่าชื่อ นิศา จะกันผีเก่าได้ มินตรา`
มือของเธอยังคงนิ่งอยู่บนกระดาษ แต่ตัวอักษรนั้นบาดลึกกว่าเสียงกล่าวหาของทั้งห้อง เฉลิมพล แซ่ลีไม่ได้ทักมาเพื่อเตือน เขาทักมาเพื่อขอราคาของความเงียบ
ธีรภัทรพูดขึ้น “คุณนิศาดูเงียบไปนะครับ หรือเจออะไรในเอกสารที่ไม่ควรเจอ”
มินตราเงยหน้าขึ้นช้าๆ “เจอหลายอย่างค่ะ กำลังเลือกว่าจะอ่านส่วนไหนก่อนเพื่อไม่ให้เสียเวลาของบอร์ด”
“งั้นอ่านเลย”
จิรวัฒน์แทรก “เราจะพักสิบห้านาที ก่อนเข้าส่วน vendor master”
พิมพ์ชนกมองนาฬิกาข้อมือของตัวเองโดยไม่แสดงอารมณ์ “พักตอนนี้?”
“ฝ่ายจัดซื้ออยู่ในห้องมาตั้งแต่แปดโมงครึ่ง” จิรวัฒน์ตอบ “ถ้าต้องการคำตอบที่ใช้ได้จริง ก็ปล่อยให้เขาหายใจบ้าง”
ธีรภัทรยิ้มให้มินตรา “คุณคงต้องใช้เวลาพักด้วยเหมือนกัน”
“ขอบคุณที่เป็นห่วงค่ะ”
“ผมห่วงบริษัท”
“เหมือนกันค่ะ”
คำตอบของเธอทำให้รอยยิ้มของธีรภัทรแข็งขึ้นนิดเดียว แต่คนในห้องอาจไม่ทันเห็น
เมื่อคนเริ่มลุกออกจากโต๊ะ มินตรายังคงนั่งอยู่ เธอกดปิดหน้าต่างงานทีละชั้น แล้วเปิดช่องข้อความเข้ารหัสโดยให้ตัวเองบังหน้าจอจากทิศกล้องภายในห้องประชุม
ข้อความที่สามรออยู่แล้ว
`ขายส่วนที่เหลือให้จบ เซ็นให้ฉันจัดการ แล้วหายไปจากโรงแรมนี้ก่อนเย็น เธอไม่รู้หรอกว่าพวกเขาใกล้เห็นหน้าเธอแค่ไหน`
มินตราพิมพ์ตอบด้วยนิ้วที่ไม่มีอาการสั่น
`ลุงขายอะไรไปแล้วบ้าง`
คำตอบกลับมาเร็วเกินไป ราวกับอีกฝ่ายรออยู่หน้าเครื่อง
`อย่าเรียกฉันแบบนั้นถ้ายังอยากให้ฉันเมตตา`
มินตราเกือบหัวเราะ แต่ความขำไม่มีที่อยู่ในเช้าวันนี้
`เมตตาไม่เคยอยู่ในสัญญาที่ลุงให้แม่ฉันเซ็น`
เธอส่งไป แล้วเก็บอุปกรณ์ใส่ซองเอกสารบาง ทันทีที่เงยหน้า จิรวัฒน์ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะ ไม่ใกล้จนผิดสังเกต แต่ใกล้พอที่จะพูดได้โดยคนอื่นไม่ทันจับความ
“มีเรื่องนอกแฟ้ม”
มินตราเก็บซองไว้ใต้ข้อศอก “ทุกคนมีเรื่องนอกแฟ้มค่ะ”
“ของคุณเพิ่งเข้ามา”
“คุณอ่านสีหน้าคนเก่งเกินไป”
“ผมอ่านคนที่กำลังนั่งข้างผมมาสามชั่วโมง”
“ระวังนะคะ ฟังเหมือนคุณเริ่มลงทุนผิดประเภท”
“คุณจะออกไปไหนตอนพัก”
“ห้องน้ำ”
“โกหกแบบประหยัดมาก”
เธอเหลือบมองประตูห้องประชุม ปัชริดาออกไปแล้ว แต่พิมพ์ชนกยังคุยกับฝ่ายกฎหมายข้างผนังอีกด้าน ธีรภัทรกำลังพูดกับฝ่ายการเงินโดยใช้รอยยิ้มที่ทำให้ลูกน้องพยักหน้าทั้งที่ไม่อยากพยัก
“ฉันต้องจัดการแหล่งรั่วที่ไม่เกี่ยวกับระบบโรงแรม” มินตราพูดเบาๆ
“เกี่ยวกับชื่อของคุณหรือเปล่า”
เธอไม่ตอบทันที
จิรวัฒน์ขยับแฟ้มบนโต๊ะเล็กน้อยเพื่อบังมุมมองจากคนอื่น ไม่ใช่ท่าทางปกป้องหวานซึ้ง แต่มันเป็นการสร้างพื้นที่ทำงานชั่วคราวให้เธอหายใจ
“ผมไม่ต้องรู้ทั้งหมดตอนนี้” เขาพูด “แต่ถ้ามันจะชนการตรวจสอบ ผมต้องรู้ระดับความเสียหาย”
“ระดับที่ถ้าหลุดไปถึงปัชริดา เธอจะเปลี่ยนฉันจากพยานเป็นเรื่องซุบซิบภายในห้านาที”
แววตาของจิรวัฒน์เข้มขึ้น “ใคร”
“ญาติ”
“ชื่อ”
“ยังไม่ใช่เวลาที่ดี”
“เวลาที่ดีจะไม่เดินมาหาเราเอง”
“คุณพูดเหมือนคนที่ไม่เคยต้องซ่อนหลุมศพของตัวเอง”
เขาหยุดคำที่จะพูดต่อ
มินตรารู้ว่าประโยคนั้นหลุดคมเกินจำเป็น แต่เธอไม่มีแรงขัดมันให้มน ธีรภัทรอยู่ในห้อง พิมพ์ชนกอยู่ในห้อง ปัชริดาอาจอยู่หลังประตู และเฉลิมพล แซ่ลีกำลังใช้ชื่อที่ถูกฝังไว้ขูดใต้ผิวเธอ
จิรวัฒน์กล่าวเสียงต่ำ “ผมจะไม่ถามต่อในห้องนี้”
“ขอบคุณ”
“แต่คุณจะไม่หายไปคนเดียว”
“ฉันไม่ได้ขออนุญาต”
“ผมก็ไม่ได้ให้คำสั่ง”
“แล้วนี่คืออะไร”
“ข้อเสนอที่มาพร้อมคนของผมสองคนเฝ้าระยะห่าง”
เธอมองเขา “ถ้าคนของคุณตาม ฉันจะไม่ไป”
“งั้นผมให้ทางเลือกอื่น ห้องชุดปลอดภัยด้านตะวันตก ใช้ชื่อฝ่ายปฏิบัติการ ไม่มีรายชื่อแขก ไม่มี access ทั่วไป คุณเข้าไปพักหรือคุยสายได้โดยไม่ทิ้งร่องรอยในระบบแขก”
“คุณเตรียมห้องแบบนั้นไว้ทำไม”
“โรงแรมใหญ่มีปัญหาหลายประเภท”
“รวมถึงที่ปรึกษาปลอมที่ญาติตามมาขู่?”
“วันนี้เพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งประเภท”
มินตราไม่ควรอ่อนลงกับมุกเรียบๆ แบบนั้น แต่ริมฝีปากเธอเกือบทรยศ เธอกลืนมันกลับ
“ฉันต้องเจอเขา”
“ที่ไหน”
ข้อความใหม่เข้ามาอีกครั้ง
`เที่ยง สวนด้านหลัง ตรงทางออกครัวเก่า ถ้าพาคนมา ฉันส่งชื่อจริงของเธอให้จิรวัฒน์ สุธรรม`
มินตราอ่านแล้วความร้อนแล่นขึ้นหลังคอ ไม่ใช่ความกลัวทั้งหมด ส่วนหนึ่งเป็นความโกรธที่เก่าเกินกว่าจะเรียกใหม่
จิรวัฒน์เห็นเธอชะงัก “เขาขู่อะไร”
“เขาบอกว่าจะส่งชื่อจริงของฉันให้คุณ”
จิรวัฒน์นิ่งไป
คำว่า “ชื่อจริง” ตั้งอยู่ระหว่างทั้งสองเหมือนประตูที่ไม่มีใครควรเปิดกลางทางเดิน
“แล้วคุณกลัวว่าผมจะทำอะไรกับมัน” เขาถาม
“ฉันกลัวว่าคนอื่นจะใช้ปฏิกิริยาของคุณก่อนฉันใช้ความจริงของตัวเอง”
“ถ้าเขารู้จักชื่อคุณ เขาอาจรู้มากกว่านั้น”
“ใช่”
“เขาต้องการอะไร”
“ให้ฉันหยุด”
“และขายทรัพย์สินที่เหลือ”
คราวนี้เป็นมินตราที่นิ่ง “คุณเดาเก่งเกินไป”
“คนขู่ด้วยอดีตมักไม่ได้อยากช่วยอนาคตใคร เขาอยากปิดบัญชีของตัวเอง”
เธอเกือบสะดุ้งกับคำหนึ่งในประโยคนั้น แต่ดีที่เขาไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงเดิมที่เธอเคยใช้กับความแค้นของตัวเอง เธอบังคับตัวเองให้เดินต่อในบทบาท
“ฉันจะกลับเข้าประชุมให้จบช่วง vendor master ก่อนเที่ยง แล้วออกไปสิบห้านาที”
“ผมไปด้วยไม่ได้”
“ไม่ควรไป”
“แต่ผมจะจัดเส้นทางที่กล้องไม่ถูกตัดต่อได้ง่าย”
“ถ้าคุณช่วยมากเกินไป เขาจะรู้ว่าฉันไม่ได้โดดเดี่ยว”
“นั่นอาจเป็นประโยชน์”
“สำหรับคุณหรือสำหรับฉัน”
“สำหรับคนที่คิดจะขายคุณ”
เสียงประกาศพักหมดเวลาดังจากฝ่ายเลขานุการหน้าห้องก่อนที่เธอจะตอบ
จิรวัฒน์ถอยออกไปก่อนคนอื่นจะเห็นความใกล้ของบทสนทนา เขาพูดเพียง “หลังช่วงนี้ คุณเดินออกประตูบริการฝั่งตะวันออก อย่าใช้ลิฟต์หลัก”
“คุณบอกว่าไม่สั่ง”
“นี่เป็นแผนผังอาคาร ไม่ใช่คำสั่ง”
เธอสบตาเขา “จิรวัฒน์”
เขาหยุด
“ถ้าฉันไม่กลับเข้าห้องภายในยี่สิบนาที อย่าตามหาแบบคนรัก”
แววตาเขาแข็งขึ้น “แล้วให้ตามหาแบบอะไร”
“แบบคนที่ต้องการพยาน”
“คุณคิดว่าผมแยกสองแบบนั้นได้ง่ายหรือ”
คำถามนั้นเกือบทำให้เธอเสียจังหวะมากกว่าข้อความของเฉลิมพล
พิมพ์ชนกเรียกจากอีกด้าน “จิรวัฒน์ ประชุมต่อได้แล้วค่ะ”
เขาไม่ได้ละสายตาจากมินตราทันที “กลับมา”
ไม่ใช่คำขอ ไม่ใช่คำหวาน และไม่ใช่คำสั่งเต็มตัว
มันอยู่ในพื้นที่สีเทาที่อันตรายที่สุด
มินตราตอบ “ถ้าฉันยังมีของต้องใช้คุณเปิด ฉันกลับมาแน่”
เขาไม่ยิ้ม “ดีพอสำหรับตอนนี้”
การประชุมช่วงถัดไปหนักกว่าเดิม ธีรภัทรเริ่มเจาะเรื่องการเข้าถึงของมินตราโดยไม่ปิดบัง พิมพ์ชนกถามถึงขอบเขตการจ้างงานชั่วคราวอย่างละเอียด ปัชริดากลับเข้ามาพร้อมแก้วกาแฟใหม่และท่าทางสดชื่นผิดกับทุกคน
สำหรับปัชริดา เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเล่นงานที่ปรึกษาคนหนึ่ง ถ้าโรงแรมผ่าน IPO ด้วยภาพลักษณ์สะอาด เธอจะได้เก้าอี้สื่อสารองค์กรระดับกลุ่มตามที่ธีรภัทรเคยโยนเงาไว้ให้ แต่ถ้าข่าวทุจริตหลุดก่อน เธอจะเป็นคนรับแรงกระแทกทั้งหมด เธอจึงต้องทำให้เรื่องนี้มีผู้ร้ายหน้าชัดก่อนที่ตัวเลขจะมีโอกาสพูด
“คุณนิศาเคยทำงานกับผู้ขายรายใดในรายการนี้มาก่อนไหมคะ” พิมพ์ชนกถาม
“ไม่ค่ะ”
“เคยเกี่ยวข้องกับบริษัทที่เปลี่ยนกรรมการภายหลังหรือไม่”
“ไม่ในฐานะสัญญาจ้างปัจจุบันค่ะ”
ธีรภัทรจับคำทันที “ไม่ในฐานะปัจจุบัน แปลว่าในอดีตมีหรือครับ”
มินตรามองเอกสารตรงหน้า “ถ้าคุณมีรายชื่อบริษัทเฉพาะเจาะจง ฉันจะตอบเฉพาะเจาะจงค่ะ”
“ผมถามภาพรวม”
“ภาพรวมมักทำให้คนบริสุทธิ์ถูกลากรวมกับคนผิด”
พิมพ์ชนกแทรก “แต่คำตอบที่เลี่ยงไปมาอาจทำให้บอร์ดสงสัยเรื่องความโปร่งใส”
มินตราหันไปหาเธอ “ความโปร่งใสต้องเริ่มจากคำถามที่มีขอบเขตค่ะ ไม่ใช่ตาข่ายที่โยนใส่ทุกคนแล้วรอดูว่าใครดิ้น”
ฝ่ายกฎหมายอีกคนกระแอมเบาๆ
จิรวัฒน์พูด “กลับมาที่ contract trail เราพบการเปลี่ยนผู้รับรองใบเสนอราคาในสองรายการ และมีหนึ่งรายการถูกแทนด้วยไฟล์ว่าง รายงานนี้เพียงพอให้สั่ง freeze vendor master ชั่วคราว”
ธีรภัทรทำเสียงเหมือนพิจารณา “freeze ทั้งระบบก่อนเปิดตัวเฟสสอง? คุณรู้ไหมว่าความเสียหายทางธุรกิจเท่าไร”
“รู้”
“แล้วคุณจะรับผิดชอบ?”
“ถ้าไม่ freeze แล้วหลักฐานหาย คุณจะรับผิดชอบไหม”
ห้องนิ่งไปครู่หนึ่ง
ปัชริดาวางแก้วกาแฟลง “การสื่อสารภายนอกเรื่องนี้ต้องระวังมากค่ะ ถ้าข่าวออกว่าโรงแรมสั่งหยุด vendor master ในสัปดาห์เปิดตัว ภาพความน่าเชื่อถือ—”
“เรายังไม่ได้พูดเรื่องข่าว” จิรวัฒน์ตัด
“แต่ข่าวมักมาก่อนคำอนุญาตของเราเสมอ”
มินตรารู้ว่าคำนั้นไม่ได้ลอยมาเฉยๆ ปัชริดากำลังเตือนหรือขู่ก็ได้ และในโลกของเธอ สองอย่างนี้ใช้ใบหน้าเดียวกัน
เมื่อใกล้เที่ยง จิรวัฒน์สรุปมติชั่วคราวได้บางส่วน: จำกัดสิทธิ์แก้ไขผู้ขาย, ดึง log สำรองจากพื้นที่กรรมการ, และให้ฝ่ายจัดซื้อส่งสำเนาเอกสารที่เหลือทั้งหมดเข้าเครื่องเก็บเฉพาะกิจของฝ่ายปฏิบัติการ ส่วนประเด็นความผิดของบุคคลถูกเลื่อนไปจนกว่าจะได้ log เต็ม
มินตราเลือกไม่ดันรายชื่อพนักงานสองคนที่ถูกใช้บัญชีทันที ทั้งที่มันอาจช่วยเธอเบนแรงสงสัยได้ เธอเห็นชัดว่าคนเหล่านั้นเป็นเพียงมือรับคำสั่ง ถ้าเธอโยนชื่อออกไปตอนนี้ พวกเขาจะกลายเป็นกำแพงกันไฟให้คนที่อยู่สูงกว่า เธอไม่มาที่นี่เพื่อทำให้คนเล็กตายแทนคนใหญ่ แม้เกมแก้แค้นของเธอจะสกปรกแค่ไหนก็ตาม
ธีรภัทรไม่พอใจ แต่เขาไม่ค้านชัด เขาเพียงพูดกับมินตราก่อนลุกจากโต๊ะ
“คุณนิศา คุณคงเหนื่อยมาก ระวังเดินผิดทางนะครับ โรงแรมนี้ซับซ้อนสำหรับคนเพิ่งมา”
มินตราเก็บเอกสารใส่แฟ้มบาง “ขอบคุณค่ะ ฉันชอบอาคารที่มีทางหนีหลายทาง”
“คนที่คิดถึงทางหนี แปลว่าไม่ได้ตั้งใจอยู่ตั้งแต่แรก”
“คนที่ปิดทางหนี แปลว่ากลัวคนข้างในเห็นทางออกค่ะ”
จิรวัฒน์ทำเหมือนไม่ได้ยิน แต่เธอรู้ว่าเขาได้ยินทุกคำ
สิบสองนาฬิกาสองนาที มินตราออกจากห้องประชุมพร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบสองคน เธอเลี้ยวเข้าทางเดินหลังห้องจัดเลี้ยง ใช้จังหวะที่พนักงานขนผ้าคลุมโต๊ะผ่านมาบังสายตากล้องมุมหนึ่ง แล้วเปลี่ยนทิศสู่บันไดบริการ
ก่อนลงบันได เธอหยุดเพียงครึ่งวินาทีเมื่อเห็นสมบูรณ์ เลิศชัยยืนอยู่ปลายทางเดินด้านล่าง เขาไม่ได้เรียก ไม่ได้ถาม เพียงยกแฟ้มแขกวีไอพีขึ้นบังมุมกล้องที่สะท้อนกระจกบริการอย่างเป็นธรรมชาติ เหมือนพนักงานอาวุโสที่กำลังตรวจความเรียบร้อยของผนัง
การช่วยเหลือที่เงียบเกินกว่าจะถูกเรียกว่าช่วยเหลือ บางครั้งปลอดภัยกว่าคำสัญญาทั้งหมด
อากาศด้านหลังโรงแรมหนาและชื้นเหมือนผืนผ้าที่บิดน้ำไม่หมด กลิ่นลีลาวดีลอยหนักอยู่เหนือทางเดินหิน สีขาวอมเหลืองของดอกที่ร่วงบนพื้นไม่ได้ทำให้สวนดูอ่อนโยน กลับเหมือนเครื่องหมายเล็กๆ บนเส้นทางที่ใครบางคนตั้งใจให้เธอเดินตาม
เฉลิมพล แซ่ลียืนอยู่ใต้ร่มไม้ใกล้กำแพงด้านครัวเก่า เขาสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีซีด กางเกงผ้าเรียบ และแว่นกันแดดที่ทำให้ใบหน้าดูเหมือนพ่อค้าคนกลางมากกว่าญาติของคนตาย
เขาถอดแว่นเมื่อเห็นเธอ
“โตขึ้นมาก” เขาพูด
มินตราหยุดห่างสามก้าว “อย่าใช้ประโยคของคนในครอบครัว ถ้าลุงไม่ได้ทำหน้าที่นั้นมานานแล้ว”
เฉลิมพลหัวเราะแห้งๆ “ปากยังเหมือนเดิม”
“ลุงจำปากฉันได้ด้วยหรือคะ นึกว่าจำได้แต่ลายเซ็นบนโฉนด”
แววตาเขาไหววูบ แล้วกลับมานิ่ง “ฉันมาช่วยเธอ”
“ช่วยแบบส่งข้อความขู่?”
“ถ้าไม่ขู่ เธอจะยอมออกมาหรือ”
“ไม่ค่ะ เพราะฉันมีงาน”
“งานแก้แค้น?”
“งานตรวจสอบ”
“อย่ามาเล่นคำกับฉัน รสิกา”
ชื่อเก่ากระแทกกลางสวนเหมือนกิ่งไม้หัก มินตราไม่ขยับ แต่เธอรับรู้ทุกเสียงจากครัวด้านหลัง ทุกล้อรถเข็น ทุกบทสนทนาของพนักงานที่ไกลพอจะไม่ได้ยินคำนี้ชัด
“เรียกชื่อนั้นอีกครั้ง ฉันจะถือว่าลุงเลือกข้างแล้ว”
เฉลิมพลก้าวเข้ามาครึ่งก้าว “ฉันเลือกข้างที่ทำให้เธอมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่ข้างที่ทำให้เธอตายซ้ำเพราะอยากลากตระกูลสุธรรมลงน้ำ”
“ลุงกลัวฉันตาย หรือกลัวเอกสารของลุงโผล่ตามไปด้วย”
“เธอไม่รู้ว่ากำลังยุ่งกับใคร”
“ฉันรู้มากพอว่าลุงขายที่ริมคลองไปเมื่อสี่ปีก่อน โดยใช้หนังสือมอบอำนาจฉบับที่เจ้าของตายไปแล้วสองคน”
ใบหน้าของเฉลิมพลเปลี่ยนสี
มินตราพูดต่อโดยไม่เพิ่มเสียง “รู้ด้วยว่าห้องแถวสามคูหาที่ควรเป็นทรัพย์สินค้างชื่อสมบัติดี ถูกโอนไปบริษัทเล็กๆ ที่กรรมการเป็นคนขับรถของนายหน้าลุง แล้วอีกสองเดือนก็ขายต่อให้กองทุนอสังหาฯ”
“เธอสืบฉัน?”
“ลุงสอนเองไม่ใช่หรือคะ ว่าคนในบ้านไว้ใจไม่ได้”
เขาถ่มลมหายใจผ่านจมูก “เด็กบ้า เธอคิดว่าเอกสารพวกนั้นจะทำอะไรฉันได้ ตอนนั้นทุกคนต้องการเงิน ทุกคนต้องเอาตัวรอด”
“ทุกคน หรือแค่ลุง”
“ฉันเลี้ยงเธอช่วงหนึ่ง”
“ลุงซ่อนฉันช่วงหนึ่ง เพราะชื่อฉันยังมีราคา”
เฉลิมพลเม้มปากแน่น ก่อนพูดช้าลง “ฟังฉันให้ดี เธอไม่มีวันชนะพวกเขา ธีรภัทรไม่ใช่คนที่จะปล่อยให้เด็กผู้หญิงที่รอดจากกองเถ้ากลับมาเปิดปาก จิรวัฒน์ก็เป็นสุธรรม ต่อให้เขาทำหน้าซื่อแค่ไหน วันหนึ่งเขาจะเลือกเลือดของเขา”
“ลุงไม่รู้จักเขา”
“เธอก็ไม่รู้จักเขา”
มินตราเงียบไปเพียงพอให้เสียงลมร้อนผ่านใบลีลาวดีแทรกเข้ามา
เฉลิมพลเห็นช่องนั้น จึงรีบพูด “ฉันมีคนซื้อส่วนที่เหลือแล้ว ราคาดี เซ็นมอบอำนาจให้ฉันจัดการ เธอรับเงิน หายไปต่างประเทศ ฉันจะไม่บอกใครว่าเธอคือใคร”
“ทรัพย์สินส่วนที่เหลือ?” มินตรายิ้มโดยไม่มีความอุ่น “ลุงหมายถึงที่ดินผืนเล็กที่แม่ฉันไม่เคยยอมขายใช่ไหม”
“มันเป็นภาระ”
“สำหรับใคร”
“สำหรับเธอ! เด็กโง่ เธอเอาชื่อผีไปถือไว้จะได้อะไร”
“ได้หลักฐานว่ามีคนพยายามกินซากครอบครัวฉันจนชิ้นสุดท้าย”
เฉลิมพลกำมือร่มพับที่ถืออยู่ “อย่าพูดเหมือนฉันเป็นศัตรู เธอไม่มีใครเหลือแล้ว”
“นั่นเป็นประโยคที่คนปล้นบ้านชอบใช้กับเจ้าของบ้าน”
เขาจ้องเธอ แล้วเหมือนตัดสินใจงัดของที่คิดว่าคมที่สุดออกมา
“ยังจำวันนั้นได้ไหม” เฉลิมพลพูด “วันที่ฉันพาเธอไปฝึกเซ็นชื่อใหม่ในห้องเช่าแคบๆ เธอร้องไห้จนกระดาษเปียก ฉันบอกว่าถ้าเซ็นไม่เหมือนกันทุกแผ่น คนพวกนั้นจะตามเจอ”
กลิ่นลีลาวดีรอบตัวเหมือนหนาขึ้นทันที
มินตราจำได้ โต๊ะพับสีฟ้า ปากกาลูกลื่นหมึกแตก นิ้วเล็กๆ ที่สั่นจนต้องกดข้อมือตัวเองไว้ และเสียงของเฉลิมพลที่บอกให้เธอหยุดร้องเพราะน้ำตาทำให้ลายเซ็นเสีย เธอยังจำได้ด้วยว่าไม่กี่วันหลังจากนั้น ต่างหูคู่เล็กของแม่หายไปจากกล่องผ้าไหม และเฉลิมพลกลับมาพร้อมเงินสดมัดบางๆ
“ลุงสอนให้ฉันตายอย่างเรียบร้อยบนกระดาษ” เธอพูดช้าๆ “แล้วก็ขายของแม่ฉันเพื่อจ่ายค่าความเรียบร้อยนั้น”
เฉลิมพลหลบตาเพียงนิดเดียว “ฉันทำเพื่อให้เธอรอด”
“ลุงทำเพื่อให้ตัวเองมีอะไรขาย”
“ฉันเคยจ่ายเงินให้คนหนึ่งที่มาขู่จะส่งชื่อเด็กที่หายจากระบบกลับไปให้พวกสุธรรม” เขาพูดเสียงต่ำลง เหมือนเกลียดที่ต้องยอมรับ “ตอนนั้นฉันไม่มีทางเลือก เขาตามฉันถึงหน้าห้องเช่า บอกว่าถ้าไม่จ่าย เธอจะถูกลากกลับไปเผาซ้ำในข่าว ฉันจ่ายไปจริง รสิกา ฉันจ่ายเพื่อให้เธอรอด”
มินตรามองเขานิ่ง “แล้วหลังจากนั้นลุงก็เรียนรู้ว่าความกลัวทำกำไรได้”
สีหน้าของเฉลิมพลแข็งค้าง
“การจ่ายครั้งแรกอาจเป็นเพื่อชีวิตฉัน” เธอพูดต่อ “แต่ครั้งต่อๆ มาเป็นเพื่อบัญชีของลุงเอง”
เขากัดฟัน “ฉันมีสำเนาทะเบียนเก่า รูปเก่า และบันทึกบางอย่างพอให้คนฉลาดรู้ว่าเธอไม่ใช่นิศา อรุณธรรมดา ถ้าฉันส่งให้จิรวัฒน์ เขาจะรู้ว่าใครนอนอยู่ข้างงู”
มินตราขยับเข้าใกล้หนึ่งก้าว คราวนี้เฉลิมพลเป็นฝ่ายถอยนิดเดียว
“ส่งสิคะ”
เขาชะงัก “อะไรนะ”
“ส่งให้เขาเลย”
“เธอคิดว่าฉันไม่กล้า?”
“ฉันคิดว่าลุงกล้าเกินกว่าจะรู้ว่าตัวเองโง่แค่ไหน”
“ระวังปาก”
“ลุงต่างหากที่ควรระวังช่องทางส่ง ถ้าไฟล์ของลุงไปถึงเขา ฉันจะส่งชุดเอกสารขายทรัพย์สินทั้งหมดไปถึงกรมที่ดิน สรรพากร และผู้สื่อข่าวสายอสังหาฯ พร้อมชื่อคนรับโอนทุกทอด”
“เธอไม่มีครบ”
“ลุงอยากทดสอบไหม”
เขามองเธอนานขึ้น ความมั่นใจเริ่มแตกเป็นรอยเล็กๆ
มินตราหยิบกระดาษพับเล็กจากซองเอกสาร ไม่ใช่ต้นฉบับ เป็นเพียงรายการเลขที่โฉนด วันที่โอน ชื่อนิติบุคคล และยอดเงินที่ถูกแตกเข้าบัญชีสามบัญชี เธอยื่นให้ แต่ไม่ปล่อยมือจนกว่าเฉลิมพลจะจับอีกด้าน
“นี่แค่หน้าแรก” เธอพูด “ฉันยังมีเอกสารผู้รับมอบอำนาจ ปลายทางเงิน และคลิปเสียงนายหน้าคุยเรื่องส่วนแบ่ง”
เฉลิมพลกระชากกระดาษไปอ่าน สีหน้าของเขาค่อยๆ ดับลง
“เธอไปเอามาจากไหน”
“จากคนที่ลุงไม่เคยจ่ายส่วนแบ่งครบ”
“สารเลว”
“ใช่ค่ะ คนแบบนั้นมักช่วยคนอย่างฉันได้ดี”
“เธอคิดว่าแบล็กเมลฉันแล้วจะปลอดภัย?”
“ไม่ค่ะ ฉันคิดว่าจะทำให้ลุงเงียบได้จนกว่าฉันจะเสร็จงาน”
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ”
“หลังจากนั้นขึ้นอยู่กับว่าลุงทำตัวเป็นญาติ หรือเป็นศพทางบัญชี”
เฉลิมพลหน้าแดง “เธอเหมือนแม่เกินไป ดื้อจนพาคนรอบตัวพัง”
เสียงของแม่ถูกลากเข้ามาในสวน ทำให้บางอย่างในมินตราเจ็บแปลบ แต่เธอไม่ให้เขาเห็น
“อย่าพูดถึงแม่ฉันเพื่อขอส่วนลดจากความผิดของตัวเอง”
“ฉันพยายามรักษาสิ่งที่เหลือ”
“ด้วยการขาย?”
“ด้วยการทำให้มันเป็นเงิน ก่อนคนอื่นแย่งไปหมด!”
“คนอื่นที่ว่าคือลุงเองหรือเปล่า”
เฉลิมพลยกมือขึ้นเหมือนจะชี้หน้า แต่หยุดก่อนสัมผัสอากาศตรงหน้าเธอ
“ฟังให้ดีนะ มินตรา ถ้าเธอเดินต่อ เส้นเลือดเก่าๆ จะถูกขุดขึ้นมาหมด ไม่ใช่แค่สุธรรม ไม่ใช่แค่ธีรภัทร คนที่ช่วยเธอเปลี่ยนชื่อ คนที่ปล่อยให้เด็กคนหนึ่งหายจากระบบ ทุกคนจะถูกลากออกมา เธอจะไม่มีที่ยืน”
“ฉันไม่เคยมีที่ยืน ฉันเลยเรียนรู้ที่จะยืนบนหลักฐาน”
เขาสบตาเธอ “จิรวัฒน์รู้ไหมว่าเธอใช้เขา”
คำถามนั้นแทงลึกกว่าที่ควร
มินตราตอบ “เขารู้ว่าฉันไม่ได้สะอาด”
“แต่ไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร”
“ยัง”
“ถ้าเขารู้จากฉันก่อน เธอจบ”
“ถ้าลุงทำอย่างนั้น ลุงจบก่อนฉัน”
“เธอจะทำลายญาติคนสุดท้ายของตัวเอง?”
“ลุงขายสิทธิ์นั้นไปทีละแปลงแล้วค่ะ”
เฉลิมพลเงียบไป กลิ่นลีลาวดีเข้มขึ้นเมื่อแดดตรงหัวทำให้สวนอบอ้าวเกินทน เขาพับกระดาษใส่กระเป๋าเสื้อ แต่ไม่กล้าทิ้ง
“ฉันต้องการเวลา” เขาพูดในที่สุด
“ลุงได้ถึงพรุ่งนี้เที่ยง”
“น้อยไป”
“สำหรับคนที่ขู่ฉันก่อนอาหารกลางวัน ถือว่ามากแล้ว”
“เธอต้องหยุดยุ่งกับที่ดินผืนนั้น”
“ลุงต้องหยุดแตะทุกอย่างที่มีนามสกุลสมบัติดี”
“และถ้าฉันไม่หยุด?”
“ฉันจะทำให้ชื่อเฉลิมพล แซ่ลี กลายเป็นคำค้นที่นายหน้าทุกคนหลบ”
เขาหัวเราะอย่างไม่สนุก “เธอโหดขึ้น”
“ฉันถูกฝึกโดยคนที่หวังดีกับทรัพย์สินของฉันมากกว่าชีวิตฉัน”
“ฉันไม่เคยอยากให้เธอตาย”
“แต่ลุงไม่เคยลำบากใจที่ฉันต้องตายบนกระดาษ”
เขาไม่ตอบ
มินตรารู้ว่าการอยู่ต่อคือการปล่อยให้เขาหาช่องใหม่ เธอจึงถอยหนึ่งก้าว
“ตั้งแต่ตอนนี้ ห้ามส่งอะไรให้จิรวัฒน์ ห้ามส่งอะไรให้พิมพ์ชนก ห้ามแตะปัชริดา ห้ามติดต่อคนในโรงแรม เว้นแต่ฉันให้ช่องทาง”
เฉลิมพลมองเธอเร็วเกินไปเมื่อได้ยินชื่อปัชริดา
มินตราจับอาการนั้นทันที “ลุงติดต่อเธอแล้ว?”
“ฉันไม่ได้พูด”
“ฉันถาม”
“เธอไม่ใช่คนเดียวที่มีประกัน”
ความเย็นวาบผ่านกระดูกสันหลังของเธอ แต่ใบหน้ามินตรายังนิ่ง
“ส่งอะไรไป”
“ยังไม่ครบ”
“ฉันถามว่าส่งอะไรไป”
เฉลิมพลใส่แว่นกันแดดกลับ ราวกับต้องการกำแพงบางๆ กั้นสายตาเธอ “พอให้คนฉลาดรู้ว่าเธอไม่ใช่นิศา อรุณธรรมดา”
มินตราก้าวเข้าไปจนระยะห่างเหลือเพียงกลิ่นน้ำหอมราคาถูกบนเสื้อเขาปะทะกับกลิ่นดอกไม้หนักๆ
“ลุงฟังฉันให้ดี ถ้าปัชริดาใช้ข้อมูลนั้นก่อนฉันอนุญาต ลุงจะไม่มีเวลาถึงพรุ่งนี้เที่ยง”
เฉลิมพลกลืนน้ำลาย “เธอจะทำอะไร”
“สิ่งที่ลุงควรกลัวมากกว่าความตายทางกฎหมาย”
“อะไร”
“ให้คนที่ลุงขายของให้รู้ว่าลุงขายข้อมูลเดียวกันให้สองฝั่ง”
คำตอบนั้นทำให้เขาหน้าซีดจริง
มินตราไม่รอให้เขาฟื้น เธอหมุนตัวกลับออกจากสวน ทิ้งดอกลีลาวดีที่ถูกเหยียบแบนใต้รองเท้าของเฉลิมพลไว้ด้านหลัง
เมื่อเธอกลับเข้าทางบริการ จิรวัฒน์ยืนอยู่ข้างตู้เก็บอุปกรณ์ทำความสะอาด ไม่ได้แต่งท่าทางเหมือนตามมา แต่ไม่มีทางที่เขาบังเอิญมายืนตรงนั้น
“คุณบอกว่าจะไม่ตาม” มินตราพูด
“ผมไม่ได้เข้าไปในสวน”
“เล่นคำเก่งขึ้นนะคะ”
“เรียนจากคนใกล้ตัว”
เธอเดินผ่านเขา แต่เขาก้าวตามระยะพอดี ไม่แตะ ไม่ขวาง เพียงอยู่ตรงนั้นเหมือนแนวกั้นที่คนอื่นต้องคิดก่อนข้าม
“เขาคือญาติที่คุณพูดถึง” จิรวัฒน์กล่าว
“ใช่”
“เขาขายทรัพย์สินของคุณ”
มินตราหยุด
“คุณได้ยินแค่ไหน”
“พอรู้ว่าเขาไม่ควรเข้าใกล้คุณอีก”
“คำตอบนั้นไม่ใช่คำตอบ”
“ผมได้ยินชื่อคุณอีกชื่อหนึ่ง”
ความเงียบในทางเดินหลังครัวไม่เหมือนความเงียบในห้องประชุม มันมีเสียงหม้อ เสียงน้ำไหล เสียงพนักงานคุยกันไกลๆ แต่ตรงกลางระหว่างเขากับเธอกลับเหมือนไม่มีอะไรขยับ
มินตราหันไปหาเขา “แล้วคุณจะทำอะไรกับมัน”
จิรวัฒน์มองเธอนิ่ง “คุณอยากให้ผมทำอะไร”
“อย่าโยนคำถามกลับ”
“ผมกำลังพยายามไม่ใช้สิ่งที่ผมได้ยินโดยที่คุณไม่ได้เลือกให้ผมรู้”
“สายไปแล้ว”
“ไม่สายสำหรับวิธีที่ผมจะจำมัน”
เธอเกือบหลุดถามว่านั่นหมายความว่าอะไร แต่เสียงในตัวสั่งให้เธออย่าอ่อนแอในทางเดินที่มีกล้องและคนครัว
“ฉันยังไม่พร้อมอธิบาย”
“ผมไม่ได้ขอคำสารภาพ”
“แต่คุณสงสัย”
“ใช่”
“และปกป้องพร้อมกัน?”
“มันไม่ขัดกันเสมอไป”
เธอมองเขาด้วยความเหนื่อยที่ซ่อนไม่หมด “คุณไม่ควรทำให้เรื่องนี้ยากขึ้น”
“ผมคิดว่ามันยากมาตั้งแต่ก่อนผมรู้จักคุณ”
“เขาส่งบางอย่างให้ปัชริดาแล้ว”
จิรวัฒน์เปลี่ยนจากคนที่ยืนฟังเป็นคนที่เริ่มคำนวณทันที “เมื่อไหร่”
“ไม่รู้ เขาบอกยังไม่ครบ”
“เนื้อหา?”
“พอให้เธอรู้ว่าฉันไม่ใช่คนในประวัติการจ้างงาน”
“เธอจะไม่ใช้ทันทีถ้ายังไม่รู้ว่าตีแล้วได้อะไร”
“ปัชริดาไม่จำเป็นต้องรู้ทั้งหมด เธอแค่ต้องโยนเศษพอให้คนอื่นหิว”
เขาพยักหน้าเล็กน้อย “ไปห้องชุดที่ผมบอก”
“ฉันต้องกลับเข้าห้องประชุม”
“อีกสิบห้านาทีค่อยกลับ ผมจะบอกว่าคุณไปตรวจเอกสารจัดซื้อชุดที่เพิ่งส่งมา”
“นั่นคือโกหก”
“นั่นคือกันช่องให้คุณคุยกับคนของคุณโดยไม่ให้ปัชริดาตัดต่อทางเดิน”
“คุณเริ่มโกหกเพื่อฉันแล้วหรือ”
“ผมเริ่มจัดลำดับความเสียหาย”
เธอเกือบยิ้ม แต่ความจริงเรื่องปัชริดาทำให้ยิ้มไม่ออก
“ถ้าเธอมีแฟ้มบางส่วน เธออาจไม่ปล่อยเอง เธออาจส่งให้ธีรภัทรก่อน”
“หรือพิมพ์ชนก”
มินตรามองเขา “คู่หมั้นตามสัญญาของคุณคนนั้นจะทำอะไรถ้าเห็นว่าเอกสารจ้างนิศา อรุณไม่ตรงกับความจริง”
“เธอจะทำให้ทุกอย่างกลายเป็นความเสี่ยงทางกฎหมาย”
“รวมถึงคุณ”
“รวมถึงผม”
“คุณยังอยากให้ฉันอยู่ในโรงแรมนี้?”
“มากกว่าอยากให้คุณเดินออกไปแล้วถูกคนของเฉลิมพลหรือธีรภัทรเก็บภาพกลางถนน”
คำว่าเก็บภาพทำให้เธอนึกถึงปัชริดาโดยอัตโนมัติ
“ฉันไม่ชอบถูกย้ายเหมือนพยานคดีอาญา”
“คุณกำลังเป็นมากกว่านั้น”
“อย่าทำเสียงเหมือนคุณเป็นตำรวจ”
“ผมเป็นเจ้าของกุญแจบางประตูในอาคารนี้ ใช้มันให้เป็นประโยชน์ก่อนที่ศัตรูคุณจะใช้ประตูเดียวกัน”
เธอจ้องเขาอีกนิด แล้วพยักหน้า “สิบห้านาที”
“ยี่สิบ”
“สิบสอง”
“สิบห้า”
“ตกลง”
เขาพาเธอผ่านทางเดินพนักงานไปยังลิฟต์ขนของที่ล็อกโหมดพิเศษไว้ พวกเขาไม่พูดในกล่องโลหะแคบนั้น มีเพียงตัวเลขชั้นเปลี่ยนไปทีละขั้นและเสียงมอเตอร์ทุ้มใต้เท้า มินตราไม่ชอบพื้นที่ปิด แต่เธอไม่แสดงมัน จิรวัฒน์เหมือนรู้ เขาจึงยืนชิดแผงควบคุม เปิดระยะให้เธออยู่ใกล้ประตูมากกว่า
เมื่อถึงชั้นหนึ่ง เขาไม่ได้พาออกล็อบบี้หลัก แต่เดินตัดผ่านโถงด้านข้างที่เห็นเคาน์เตอร์คอนเซียร์จจากระยะไกล
สมบูรณ์ เลิศชัยยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์นั้น เสื้อสูทของเขาเรียบกริบ ดวงตาคมอย่างคนที่อยู่ในโรงแรมมานานพอจะมองเห็นเรื่องผิดปกติจากจังหวะการเดินของคน เขาเงยหน้าขึ้นเมื่อจิรวัฒน์กับมินตราผ่าน
“คุณจิรวัฒน์” สมบูรณ์ทักด้วยเสียงปกติ “เอกสารสำหรับแขกวีไอพีที่ขอไว้ ผมรวบรวมให้แล้วครับ”
จิรวัฒน์หยุดเพียงเล็กน้อย “ส่งเข้าระบบภายในตามรหัสที่ผมให้”
“ครับ”
สมบูรณ์มองมินตรา ไม่ใช่แบบจับผิด แต่เหมือนเก็บรายละเอียดลงช่องที่เตรียมไว้
“คุณนิศาต้องการความช่วยเหลืออะไรเพิ่มเติมไหมครับ”
มินตรารู้ทันทีว่าเขาไม่ได้ถามเรื่องบริการแขก
“ตอนนี้ยังค่ะ”
สมบูรณ์ก้มศีรษะ “ถ้ามีเอกสารเดินทางผิดทาง บางครั้งเคาน์เตอร์นี้เห็นก่อนคนอื่นครับ”
จิรวัฒน์มองเขา “เห็นอะไร”
“ยังไม่แน่ใจครับ ผมกำลังเรียงบันทึกรับฝากเอกสารช่วงเช้า มีซองหนึ่งไม่ผ่านเมสเซนเจอร์ของโรงแรม แต่ถูกฝากชื่อฝ่ายตลาดไว้”
มินตรากับจิรวัฒน์สบตากันโดยไม่ตั้งใจ
สมบูรณ์กล่าวต่ออย่างระมัดระวัง “ช่วงนี้ฝ่ายตลาดมี campaign crisis desk สำหรับรับความเสี่ยงชื่อเสียงจากช่องทางไม่เป็นทางการ ซองแบบนี้จึงถูกอ้างว่าเป็นข้อมูลประกอบการประเมินข่าวลือได้ง่ายกว่าฝ่ายอื่นครับ”
“ชื่อผู้รับ?” จิรวัฒน์ถาม
“ปัชริดา เข้มแข็งครับ”
ลมหายใจของมินตราสะดุดแค่เล็กน้อย
สมบูรณ์พูดต่อ “ผู้ฝากไม่ได้ลงชื่อเต็ม ใช้เพียงนามสกุล แซ่ลี”
จิรวัฒน์หันมาหาเธอ “เขามาในอาคารก่อนคุณลงไปสวน”
มินตรารู้สึกเหมือนพื้นใต้รองเท้าบางลง “เขาไม่ได้มาคนเดียว”
สมบูรณ์หยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กจากใต้เคาน์เตอร์ ไม่เปิดให้ดูทั้งหมด เพียงเลื่อนกระดาษใบแทรกออกมา “ผมกำลังขอภาพจากกล้องบริเวณทางเข้าพนักงานตามขั้นตอน คุณจิรวัฒน์ต้องการให้ผมส่งสำเนารายการรับฝากให้ใครครับ”
“ส่งให้ผมโดยตรง และเก็บต้นฉบับไว้กับคุณ”
“เข้าใจครับ”
มินตราถาม “ซองนั้นถึงมือปัชริดาหรือยังคะ”
สมบูรณ์มองเธอด้วยความระวัง “ตามบันทึก มีผู้ช่วยฝ่ายตลาดมารับไปเมื่อสิบเอ็ดโมงสี่สิบสองครับ”
เวลานั้นเธอยังอยู่ในห้องประชุม
เฉลิมพลไม่ได้ขู่หลังจากถูกต้อน เขาวางหมากไว้ก่อนมาพบเธอแล้ว
จิรวัฒน์พูด “สมบูรณ์ ถ้ามีซองแบบเดียวกันเข้ามาอีก ไม่ว่าชื่อผู้รับเป็นใคร ให้ทำตามขั้นตอนปกติ แต่อย่าให้หลุดจากสายตาคุณ”
“ครับ”
“และบันทึกทุกคนที่แตะมัน”
“ผมเริ่มแล้วครับ”
คำตอบนั้นทำให้มินตราหันไปมองเขาอีกครั้ง สมบูรณ์ไม่ได้เป็นแค่คนแก่ที่จำเรื่องเก่า เขาเป็นคนที่เข้าใจว่าบางครั้งการรอดของความจริงขึ้นอยู่กับมือที่รับซองตรงเคาน์เตอร์
จิรวัฒน์พามินตราเดินต่อไปยังทางเข้าลิฟต์ส่วนปฏิบัติการ เมื่อประตูปิด เขากดชั้นโดยไม่เอ่ยชื่อ
“คุณรู้แล้วว่าเขาส่ง” เขาพูด
“รู้ช้ากว่าที่ควร”
“ช้ากว่าคนที่ตั้งใจให้คุณรู้หลังจากแก้ไม่ทัน”
“ปัชริดาจะเปิดซองหรือให้คนอื่นเปิด”
“ถ้าเธอฉลาด เธอจะถ่ายสำเนาก่อน”
“เธอฉลาด”
“งั้นเราต้องทำให้สำเนานั้นมีพิษสำหรับคนใช้”
มินตราหันไปหาเขา “คุณพูดเหมือนจะช่วยฉันฝังเรื่องตัวตน”
“ผมพูดเหมือนจะไม่ปล่อยให้ปัชริดาเลือกจังหวะเปิดแทนคุณ”
“ต่างกันมากไหม”
“มากพอสำหรับผม”
ห้องชุดปลอดภัยอยู่ในปีกที่ยังไม่เปิดให้แขกทั่วไป ตกแต่งครบแต่ไร้ของใช้ส่วนตัว กลิ่นผ้าสะอาดและสีไม้ใหม่จางๆ อยู่ในอากาศ ม่านปิดครึ่งหนึ่ง แสงกลางวันตกลงบนพื้นโดยไม่มีวิวอะไรให้หลงเชื่อว่าด้านนอกสวยงามกว่าด้านใน
กลิ่นผ้าสะอาดทำให้มินตราหยุดหายใจไปชั่ววูบ มันไม่ใช่กลิ่นหรูของโรงแรม แต่เป็นกลิ่นที่คล้ายผ้าผืนเก่าซึ่งสุดา พันศรีเคยพับไว้ในตะกร้าอย่างเบามือ กลิ่นที่เคยทำให้เด็กคนหนึ่งเชื่อว่าผ้าจำทางกลับบ้านได้
แต่ตอนนี้เธอรู้แล้ว ทางกลับบ้านไม่ใช่ที่ดินผืนนั้น ไม่ใช่ชื่อบนโฉนด และไม่ใช่ผ้าจากบ้านเก่าที่ถูกซ่อนหรือถูกขายไป
ทางกลับบ้านคือหลักฐานที่ยังไม่ยอมถูกเผา
จิรวัฒน์ล็อกประตูด้วยรหัสภายใน แล้วถอยไปยืนใกล้ผนัง
“คุณมีสิบห้านาที”
มินตราหยิบอุปกรณ์เข้ารหัสออกมา “ฉันต้องติดต่ออนันต์”
“ใช้สัญญาณของห้องนี้ ช่องทางออกถูกแยกจากเครือข่ายแขก”
“คุณทำให้ฉันระแวงน้อยลงไม่ได้เลย”
“ดีแล้ว ระแวงช่วยชีวิต”
เธอส่งข้อความหาอนันต์ทันที
`เฉลิมพลส่งแฟ้มบางส่วนให้ปัชริดาแล้ว ตรวจว่ามีการอัปโหลดชื่อ รสิกา สมบัติดี หรือ นิศา อรุณ คู่กันในช่องไหนบ้าง`
คำตอบมาเร็ว
`รับทราบ กำลัง scan social listening / dark drop / mail gateway ที่เข้าถึงได้ ถ้ามีใครตั้งชื่อไฟล์ว่า "ความลับสุดยอด" ฉันจะส่งดอกไม้ไปขอบคุณ`
มินตราพิมพ์
`ยังไม่รู้ เตรียมแพ็กเกจตอบโต้ แต่ห้ามปล่อยจนกว่าฉันสั่ง`
อนันต์ตอบกลับอีกบรรทัด
`รู้แล้ว แปลว่าฉันยังไม่กดปุ่มระเบิด ถึงนิ้วจะคันแบบผิดศีลธรรมก็ตาม`
จิรวัฒน์ยืนเงียบให้เธอทำงาน จนเธอพูดเอง
“คุณไม่ถามเรื่องรสิกา”
“ผมอยากถาม”
“แต่ไม่ถาม”
“เพราะถ้าคุณตอบตอนนี้ คุณอาจตอบเพื่อป้องกันตัว ไม่ใช่เพื่อบอกความจริง”
มินตราเงยหน้าขึ้น “คุณคิดว่าฉันยังมีความจริงเหลือให้บอกหรือ”
“คนที่ใช้ชื่อหลายชื่อไม่ได้แปลว่าไม่มีตัวจริง”
คำพูดนั้นทำให้เธอหันหนีไปทางหน้าต่างที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ แสงบนพื้นดูแข็งและร้อน เธอรู้สึกเหมือนตัวเองถูกวางไว้บนถาดตรวจโดยไม่มีผ้าคลุม
“ถ้าคุณรู้แล้ว คุณจะมองฉันต่างไป”
“ตอนนี้ผมก็มองคุณต่างจากวันแรกมากแล้ว”
“แย่ลง?”
“ซับซ้อนขึ้น”
“นั่นคือคำสุภาพของแย่ลง”
“ไม่ใช่”
“คุณยังไม่รู้ว่าฉันทำอะไรเพื่อเข้ามาที่นี่”
“ผมรู้ว่าคุณทำพอให้หลายคนกลัว”
“คุณควรกลัวด้วย”
“ผมกลัวอยู่”
เธอหันกลับไป “แล้วทำไมยังยืนอยู่ตรงนี้”
“เพราะผมกลัวคนที่ตามล่าคุณมากกว่า”
คำตอบนั้นทำให้เธอหมดคำไปครู่หนึ่ง
ข้อความจากอนันต์เข้ามาอีก
`มี traffic แปลกจากบัญชีผู้ช่วยฝ่ายตลาด แนบไฟล์ภาพสแกน 3 หน้า ส่งเข้าห้องแชตปิดชื่อ PR Crisis Core เมื่อ 11:58 คนอยู่ในห้อง: ปัชริดา, ผู้ช่วย 2, บัญชีที่ไม่ระบุชื่อหนึ่ง น่าจะ legal หรือ exec`
มินตราอ่านข้อความแล้วรู้สึกคล้ายถูกตบทั้งที่ไม่มีใครแตะ
“เขาส่งเป็นสแกนสามหน้า ปัชริดาเอาเข้าห้องแชตปิดแล้ว”
จิรวัฒน์ก้าวเข้ามา “มีใครบ้าง”
“ทีมเธอ และบัญชีไม่ระบุชื่อหนึ่ง อนันต์ยังไม่รู้ว่าเป็นฝ่ายกฎหมายหรือผู้บริหาร”
“พิมพ์ชนกหรือธีรภัทร”
“ใช่”
“เราต้องรู้ว่าในสามหน้านั้นมีอะไร”
มินตราพิมพ์ถามอนันต์
`ดึง preview ได้ไหม`
คำตอบ
`เสี่ยง แต่พอเห็นชื่อไฟล์: RS_death_record_partial / NameChange_ref / old_property_guardian`
ต่อท้ายมาอีกข้อความเร็วมาก
`และก่อนจะด่า ฉันรู้ว่าเสี่ยง เลยดึงแค่ชื่อไฟล์ ไม่ได้เปิดหน้าเอกสารเต็ม ฉันยังรักชีวิตและไม่อยากถูกฟ้องโดยคนใส่สูทแพง`
มินตราปิดตาลง ไม่ใช่เพื่อพัก แต่เพื่อไม่ให้ความโกรธพุ่งออกไปผิดทิศ
จิรวัฒน์อ่านจากสีหน้าเธอ “ร้ายแค่ไหน”
“พอให้ปัชริดาเขียนเรื่องว่าฉันเป็นคนตายที่ปลอมเอกสารเข้ามาทำลายโรงแรมได้”
“คุณเป็นคนตายหรือเปล่า”
คำถามนั้นแผ่ว แต่ตรงเกินกว่าจะหลบ
มินตรามองเขา “บนกระดาษบางแผ่น ใช่”
จิรวัฒน์ไม่ถอย ไม่เปลี่ยนสีหน้าเป็นตกใจให้เธอต้องเจ็บซ้ำ เขาเพียงพยักหน้าครั้งเดียว เหมือนรับข้อมูลที่หนักกว่าทุกแฟ้มบนโต๊ะประชุม
“งั้นเราต้องทำให้กระดาษพวกนั้นกลายเป็นหลักฐานของอาชญากรรม ไม่ใช่หลักฐานของการโกหกฝ่ายเดียว”
“คุณพูดคำว่าเราอีกแล้ว”
“ผมตั้งใจ”
“คุณไม่รู้เลยว่ากำลังรับอะไรเข้ามา”
“รู้พอว่าถ้าปัชริดาเปิดก่อน คุณจะถูกตัดออกจากการตรวจสอบ และทุกอย่างที่คุณพบจะถูกทำให้สกปรก”
“มันสกปรกอยู่แล้ว”
“แต่ไม่ใช่เพราะคุณคนเดียว”
มินตราอยากเกลียดความมั่นคงในน้ำเสียงเขา เพราะมันทำให้เธออยากพิง ทั้งที่การพิงใครคือสิ่งที่เธอห้ามตัวเองมานาน
เธอพิมพ์หาอนันต์อีกครั้ง
`หา source ของบัญชีไม่ระบุชื่อในห้องแชต ถ้าดึงไม่ได้ ให้จับเวลาการเปิดไฟล์และ device fingerprint`
อนันต์ตอบ
`กำลังทำ อีกอย่าง—มีคนค้นคำว่า รสิกา สมบัติดี จากเครือข่ายโรงแรมเมื่อ 12:09`
มินตราบอกจิรวัฒน์ทันที “มีคนค้นชื่อรสิกาจากเครือข่ายโรงแรมแล้ว”
“ตำแหน่ง?”
ข้อความถัดมาเด้งขึ้น
`โซนฝ่ายตลาด ชั้น 18`
ชื่อปัชริดาเหมือนปรากฏในห้องโดยไม่ต้องมีใครพูด
จิรวัฒน์หยิบเครื่องสื่อสารภายในขึ้นมา คราวนี้เขาไม่ได้ให้เธอดู เพียงกดรหัสสั้นแล้วพูดกับปลายสาย
“สมบูรณ์ บันทึกที่คุณรวบรวม ขอสำเนาเข้ารหัสทันที เพิ่มรายการรับซองจากฝ่ายตลาดและภาพจากทางเดินชั้นสิบแปด ถ้ามีคำขอทำลายเอกสารหรือคืนซอง ให้ยื้อด้วยขั้นตอนบริการแขก”
เขาฟังครู่หนึ่ง แล้วตอบ “ใช่ ตอนนี้”
มินตรามองเขา “คุณดึงสมบูรณ์เข้ามาลึกเกินไป”
“เขาเข้ามาตั้งแต่เห็นซอง”
“คนแบบเขาจะโดนบีบ”
“ผมถึงต้องทำให้เขามีบันทึกมากพอที่ใครบีบก็ทิ้งรอย”
“คุณไว้ใจเขา?”
“ผมไว้ใจนิสัยของคนที่เก็บรายละเอียดนานกว่าคนอื่นพูดโกหก”
เธอไม่เถียง เพราะเธอเห็นสิ่งเดียวกัน
เวลาสิบห้านาทีหมดไปนานแล้ว แต่ไม่มีใครพูดถึง
ข้อความสุดท้ายจากเฉลิมพลเข้ามาโดยไม่มีการเข้ารหัสซับซ้อนเหมือนก่อนหน้า ราวกับเขาตั้งใจให้เธอรู้ว่าเขาเลิกซ่อนมีดแล้ว
`เตือนแล้วไม่ฟัง ก็ช่วยไม่ได้ แฟ้มบางส่วนถึงมือปัชริดาแล้ว ถ้าอยากให้หยุดส่วนที่เหลือ เซ็นขายที่ดินก่อนคืนนี้`
มินตราอ่านข้อความจบ แล้วส่งต่อใจความให้จิรวัฒน์ด้วยเสียงเรียบผิดธรรมชาติ
“เขายืนยัน ปัชริดาได้แฟ้มบางส่วนแล้ว เขาใช้ส่วนที่เหลือบังคับให้ฉันเซ็นขายที่ดินก่อนคืนนี้”
จิรวัฒน์มองเธอ “คุณจะไม่เซ็น”
“แน่นอนว่าไม่”
“งั้นคืนนี้เขาจะปล่อยเพิ่ม”
“หรือปัชริดาจะปล่อยก่อนเพื่อทำลายฉันในรอบบ่าย”
จิรวัฒน์เดินไปที่โต๊ะกลางห้อง หยิบกระดาษเปล่ามาเขียนหัวข้อสามบรรทัดอย่างรวดเร็ว: ซอง, แฟ้ม, การค้นชื่อ
“เราต้องกลับไปห้องประชุมพร้อมคำถามใหม่” เขาพูด
“คำถามอะไร”
“ใครในฝ่ายตลาดเปิดเอกสารส่วนบุคคลของที่ปรึกษาตรวจสอบโดยไม่มีอำนาจ ใครเชื่อมต่อบัญชีไม่ระบุชื่อในห้องแชตปิด และใครสั่งให้ค้นชื่อรสิกา สมบัติดีจากเครือข่ายโรงแรม”
มินตราหายใจช้าๆ “ถ้าคุณพูดชื่อนั้นในห้องประชุม ทุกอย่างเปิด”
“ถ้าเราไม่พูด ปัชริดาจะพูดในแบบของเธอ”
“คุณกำลังขอให้ฉันเผาสะพานเองก่อนคนอื่นวางระเบิด”
“ผมกำลังขอให้คุณเลือกไฟของตัวเอง”
เธอมองเขาอย่างแรง “คุณไม่มีสิทธิ์ใช้คำแบบนั้นกับฉัน”
เขาชะงักทันที “ขอโทษ”
คำขอโทษนั้นมาเร็วและจริงเกินกว่าจะใช้เป็นเกราะ เธอจึงโกรธต่อได้ยากขึ้น
มินตราก้มมองข้อความของเฉลิมพลอีกครั้ง ตัวอักษรบนจอเล็กๆ นั้นเหมือนนิ้วของอดีตที่กดลงบนลำคอ เธอรู้ว่าไม่มีทางเก็บชื่อรสิกาไว้ในหลุมเดิมได้อีกแล้ว ไม่ใช่เมื่อปัชริดามีแฟ้ม ไม่ใช่เมื่อธีรภัทรรอใช้ทุกช่อง และไม่ใช่เมื่อจิรวัฒน์ยืนอยู่ตรงหน้าโดยได้ยินมากพอจะหักหลังเธอได้ง่ายที่สุด แต่ยังไม่ทำ
“ถ้าฉันเลือกเปิดบางส่วน” เธอพูด “ฉันต้องเป็นคนพูด ไม่ใช่คุณ”
“ตกลง”
“คุณห้ามทำหน้าตกใจ”
“ผมจะพยายาม”
“ห้ามปกป้องฉันจนดูเหมือนคุณปิดบังร่วม”
“ข้อนั้นยาก”
“จิรวัฒน์”
เขามองเธอ “ผมจะระวัง”
“และถ้าพิมพ์ชนกใช้เรื่องนี้ตัดคุณออกจากการตรวจสอบ—”
“เธอจะลองแน่”
“คุณมีแผนไหม”
“มีบางส่วน”
“บางส่วนไม่พอ”
“งั้นเราจะใช้สิ่งที่สมบูรณ์กำลังรวบรวมกับสิ่งที่อนันต์หาได้ บังคับให้ประเด็นเปลี่ยนจาก ‘นิศาเป็นใคร’ เป็น ‘ใครรับแฟ้มส่วนบุคคลผิดขั้นตอนและทำไมถึงรีบใช้’”
“แล้วธีรภัทร?”
“ถ้าเขาแตะไฟล์นั้น เราจะเห็นรอยนิ้วของเขาในระบบ”
มินตราเก็บอุปกรณ์ลงซอง “ฉันต้องบอกอนันต์ให้เตรียมแถลงสำรอง”
“เนื้อหา?”
“ยังไม่ปล่อยชื่อจริงทั้งหมด แต่ยอมรับว่ามีความผิดปกติในเอกสารอดีต และกำลังใช้มันเป็นหลักฐานคดีเก่า”
จิรวัฒน์พยักหน้า “ดี”
“อย่าพูดเหมือนอนุมัติฉัน”
“ผมพูดเหมือนเห็นทางรอด”
เธอมองเขาอีกครั้ง ความเหนื่อย ความระแวง และบางสิ่งที่อ่อนกว่าแต่เสี่ยงกว่า รวมกันอยู่ในอก
“คุณรู้ไหมว่าถ้าฉันเปิดตัวเอง เกมแก้แค้นของฉันจะไม่เหมือนเดิม”
“รู้”
“ฉันอาจควบคุมมันไม่ได้”
“ไม่มีใครควบคุมทุกอย่างได้ตั้งแต่ปัชริดาได้รับซอง”
“ปลอบใจได้แย่มาก”
“ผมไม่ได้ปลอบ ผมกำลังเร่งให้คุณออกจากห้องนี้ก่อนเธอสร้างเรื่องเสร็จ”
นั่นทำให้เธอขยับ
ก่อนออกจากห้อง มินตราส่งข้อความสุดท้ายหาอนันต์
`เตรียมแพ็กเกจตอบโต้: เฉลิมพลขายทรัพย์สิน / ซองถึงฝ่ายตลาด / การค้นชื่อจากเครือข่ายโรงแรม รอสัญญาณ`
อนันต์ตอบเพียง
`รออยู่ ถ้าเธอไม่ส่งสัญญาณใน 30 นาที ฉันจะยังไม่ทำอะไร เพราะฉันเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะอย่างน่ารังเกียจ`
ประตูห้องชุดเปิดออกสู่ทางเดินที่เย็นจัดเกินจริง มินตราก้าวออกไปก่อน จิรวัฒน์ตามหลังครึ่งจังหวะ ไม่ใช่ผู้คุม ไม่ใช่คนรัก ไม่ใช่ศัตรูในความหมายเดิมอีกต่อไป
เมื่อลิฟต์ลงสู่ชั้นประชุม โทรศัพท์ของจิรวัฒน์มีสายจากพิมพ์ชนก แต่เขาไม่รับทันที เขามองมินตรา
“พร้อมไหม”
เธอหัวเราะเบามาก เสียงนั้นไม่มีความสุข “ไม่”
“งั้นเข้าไปแบบนั้น”
“คุณนี่แนะนำคนได้เลวร้ายจริงๆ”
“แต่ใช้งานได้”
ประตูลิฟต์เปิด
สุดทางเดิน ปัชริดายืนคุยกับผู้ช่วยของเธอ หน้าตานิ่งเกินไปสำหรับคนที่เพิ่งได้รับแฟ้มธรรมดา เมื่อเห็นทั้งสองออกมาพร้อมกัน เธอหยุดพูด และยิ้มเหมือนกำลังพับกระดาษบางอย่างเก็บเข้ากระเป๋า
“คุณนิศา” ปัชริดาเรียกเสียงหวาน “ฝ่ายตลาดมีเรื่องอยากตรวจสอบประวัติเล็กน้อยค่ะ ก่อนเรากลับเข้าห้องประชุม”
พิมพ์ชนกเดินออกมาจากประตูห้องประชุมในจังหวะเดียวกัน โทรศัพท์ยังอยู่ในมือ เธอมองจิรวัฒน์ก่อนมองมินตรา
“ฉันโทรหาคุณ” พิมพ์ชนกพูดกับเขา “เรื่องนี้เริ่มกระทบขอบเขตการจ้างและความรับผิดของคุณโดยตรงแล้วนะคะ”
“ผมทราบ”
“ทราบ?” เธอทวนเสียงเบา “หรือทราบเพราะคุณอยู่กับเธอในพื้นที่ที่ไม่มีบันทึกแขกอีกแล้ว”
ปัชริดาไม่พูด แต่รอยยิ้มของเธอชัดขึ้นนิดเดียว
มินตราเดินเข้าไปหา ไม่เร็ว ไม่ช้า
“บังเอิญจังค่ะ” เธอตอบปัชริดา “ฉันก็มีเรื่องอยากตรวจสอบวิธีรับเอกสารของฝ่ายตลาดเหมือนกัน”
รอยยิ้มของปัชริดาหยุดนิ่งอยู่บนใบหน้า
พิมพ์ชนกเหลือบมองปัชริดา “เอกสารอะไร”
มินตรายกซองในมือขึ้นเพียงเล็กน้อย ไม่ใช่เพื่อโชว์ แต่เพื่อบอกว่าต่อจากนี้เธอจะไม่เล่นเกมในความมืดฝ่ายเดียว
“เอกสารส่วนบุคคลที่ไม่ได้มาจากช่องทางโรงแรม ไม่ได้ผ่านฝ่ายกฎหมาย และถูกนำเข้าห้องแชตปิดของฝ่ายตลาดก่อนเที่ยงค่ะ”
ปัชริดาเอียงศีรษะ “กล่าวหาแรงนะคะ”
“ฉันยังไม่ได้กล่าวหาใครค่ะ” มินตราตอบ “ฉันแค่ขอให้เปิดบันทึกรับซอง เวลา 11:42 ผู้รับฝ่ายตลาด และ log การค้นชื่อจากเครือข่ายชั้นสิบแปด เวลา 12:09”
สีหน้าของผู้ช่วยปัชริดาเปลี่ยนไปก่อนเจ้าตัว
จิรวัฒน์รับสายพิมพ์ชนกที่ยังค้างอยู่บนหน้าจอ แล้วกดตัดต่อหน้าทุกคน
“เข้าไปคุยในห้องประชุม” เขาพูด “พร้อมบันทึกเสียงและเลขานุการ”
พิมพ์ชนกมองเขาด้วยแววตาที่ไม่ใช่แค่ทนาย แต่เป็นคนที่รู้ว่าข้อตกลงบนกระดาษระหว่างสองตระกูลกำลังถูกผู้หญิงอีกคนบังคับให้สั่น
“ถ้าคุณเดินเรื่องนี้ผิด” เธอพูดต่ำ “มันไม่ใช่แค่ตำแหน่งคุณ จิรวัฒน์ มันรวมถึงสัญญาหมั้นและเงื่อนไข IPO ทั้งชุด”
เขาตอบโดยไม่หลบตา “งั้นยิ่งควรบันทึกให้ถูกทุกคำ”
ธีรภัทรปรากฏที่ปากประตูห้องประชุมราวกับได้กลิ่นความปั่นป่วน เขามองทุกคนด้วยรอยยิ้มที่ถูกฝึกมาอย่างดี
“มีปัญหาอะไรหรือครับ”
มินตราหันไปหาเขา ก่อนใครจะทันตอบ
“มีเอกสารส่วนบุคคลของฉันถูกส่งเข้าฝ่ายตลาดผิดขั้นตอนค่ะ และมีการค้นชื่อหนึ่งจากเครือข่ายโรงแรมโดยไม่มีอำนาจ ฉันขอให้บันทึกเป็นประเด็นตรวจสอบใหม่ก่อนมีใครใช้ข้อมูลนั้นทำลายการสอบสวน”
ธีรภัทรพับมือไว้ด้านหน้า ท่าทางสุภาพจนเกือบอ่อนโยน
“ถ้าเป็นเรื่องส่วนบุคคล เราควรจัดการอย่างระมัดระวัง เพื่อประโยชน์ของบริษัท”
จิรวัฒน์มองพี่ชายของเขา และครั้งนี้มินตราเห็นชัดว่าเขาจำประโยคนี้ได้จากบาดแผลเก่า
“ใช่” จิรวัฒน์พูด “เพื่อประโยชน์ของบริษัท เราจะเริ่มจากคนที่รับซอง”
ด้านล่างที่ล็อบบี้ สมบูรณ์ เลิศชัยเปิดแฟ้มบันทึกหน้าใหม่ เขาเขียนชื่อผู้ฝากซอง เวลา ผู้รับ และหมายเลขกล้องที่ต้องขอสำเนาเพิ่มด้วยลายมือสม่ำเสมอ ไม่มีการรีบร้อน ไม่มีอารมณ์เกินจำเป็น
แต่ตรงมุมกระดาษ เขาเพิ่มคำหนึ่งไว้ในวงเล็บเล็กๆ
“รสิกา”
แล้วปิดแฟ้มลงอย่างระมัดระวัง ราวกับรู้ว่าชื่อนี้จะไม่อยู่ในเงาได้นานอีกต่อไป.