เย็นวันอังคาร อากาศกรุงเทพฯ หนักเหมือนผ้ากำมะหยี่ชุบน้ำฝน
มินตรา สมบัติดี ก้าวลงจากรถตู้สีดำหน้าโรงแรมสยามคราวน์ แบงค็อก โดยไม่เงยหน้ามองยอดตึกที่สะท้อนแสงแม่น้ำเจ้าพระยาจนเหมือนแผ่นมีด เธอรู้ดีว่าคนที่เงยหน้ามองนานเกินไปจะดูเหมือนแขก ผู้มาเยือน หรือเหยื่อ—และคืนนี้เธอเป็นได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ผู้ว่าจ้าง
อย่างน้อยก็ในเอกสาร
พ่อเคยบอกเธอตอนยังเล็กว่า อย่าเงยหน้ามองตึกนานเกินไป เด็กที่เงยหน้าจะสะดุดหินตรงเท้าตัวเอง แม่เคยหัวเราะแล้วพับผ้าขนหนูผืนหนึ่งใส่กระเป๋าให้เธอ กลิ่นสะอาดของผ้านั้นเคยเป็นกลิ่นบ้าน ไม่ใช่กลิ่นโรงแรม
ตอนนี้กลิ่นเดียวกันลอยออกมาจากประตูหมุนหน้าโรงแรมของศัตรู
มันแทงลึกกว่ามีด
ป้ายชื่อบนอกเสื้อสูทสีงาช้างเขียนว่า **นิศา อรุณ** ตัวอักษรสีทองสะท้อนแสงโคมระย้าในล็อบบี้ เธอยกมือแตะมันเบาๆ ไม่ใช่เพื่อจัดให้ตรง แต่เพื่อเตือนตัวเองว่าชื่อปลอมนี้คือกุญแจดอกแรกของห้องที่เต็มไปด้วยผี
รสิกา คือชื่อก่อนคืนไฟไหม้ มินตรา คือชื่อของคนที่รอดออกมา นิศา คือหน้ากากที่เธอสวมเพื่อเดินกลับเข้ามาในบ้านของศัตรู
คืนนี้เธอไม่ได้เข้ามาเพื่อทำให้คนทั้งตึกหวาดระแวงเฉยๆ เป้าหมายแรกต้องชัดกว่านั้น—เธอต้องได้สายเชื่อมระหว่างรหัสผู้ขายซักรีดกับบัญชีอนุมัติของ ธีรภัทร สุธรรม หรืออย่างน้อยต้องบีบให้บัญชีระบบของเขาโผล่ในล็อกก่อนเที่ยงคืน
ถ้าไม่ได้ เธอจะเหลือเพียงข่าวลือ
และข่าวลือเผาคนผิดได้ช้ากว่าไฟจริง
กลิ่นกล้วยไม้เปียกฝนลอยอ้อยอิ่งจากแจกันสูงสองเมตรริมประตู ผสมกับกลิ่นกาแฟคั่วเข้มจากเลานจ์กลางล็อบบี้ ทั้งสองกลิ่นซ้อนทับกันจนหวานขมเหมือนความทรงจำที่ถูกทิ้งไว้บนลิ้น
พื้นหินอ่อนเย็นจัดใต้ส้นรองเท้าของเธอ ทุกก้าวส่งเสียงกังวานบางๆ ราวกับตึกทั้งหลังคอยนับจำนวนครั้งที่เธอกลับมา ทั้งที่ในทะเบียนแขกคืนนี้ นิศา อรุณ เพิ่งเหยียบที่นี่เป็นครั้งแรก
“คุณนิศา อรุณใช่ไหมคะ”
หญิงสาวในชุดสูทสีกรมท่าจากแผนกต้อนรับยกมือไหว้เร็วและเรียบร้อยเกินไป ดวงตาเหลือบมองแท็บเล็ตในมือ
มินตรายิ้มพอดี ไม่กว้าง ไม่แข็ง
“ค่ะ นัดประชุมกับคณะกรรมการฝ่ายปฏิบัติการหนึ่งทุ่มครึ่ง”
“ห้องประชุมริเวอร์กลาส ชั้นสามสิบสองค่ะ ดิฉันจะให้พนักงานพาขึ้นไป”
“ไม่ต้องค่ะ ฉันเคยดูแปลนแล้ว”
คำตอบนั้นทำให้พนักงานชะงักเพียงเสี้ยววินาที
มินตราเห็น
และเก็บไว้
“ค่ะ ถ้าอย่างนั้นเชิญทางลิฟต์ฝั่งผู้บริหารนะคะ”
เธอเดินผ่านล็อบบี้ที่กำลังซ้อมความสมบูรณ์แบบสำหรับคืนเปิดตัวจริงในอีกไม่กี่ชั่วโมงหน้า พนักงานยิ้มเหมือนถูกฝึกให้ยิ้มแม้ในฝัน แขกวีไอพีกลุ่มแรกนั่งจิบแชมเปญใต้โคมแก้ว เสียงเปียโนไหลคลอเบาๆ แต่เบื้องหลังเสียงนั้นมีเสียงอื่น—เสียงรถเข็นผ้า เสียงวิทยุสื่อสาร เสียงส้นรองเท้าวิ่งรีบ เสียงลิฟต์บริการเปิดปิด
โรงแรมที่แพงที่สุดริมแม่น้ำกำลังหายใจหอบ
และมินตรามาที่นี่เพื่อทำให้มันสำลัก
ลิฟต์ผู้บริหารเปิดออก เธอก้าวเข้าไป กดชั้นสามสิบสอง ประตูสแตนเลสสะท้อนใบหน้าที่เธอซ้อมมาหลายเดือน ใบหน้าของที่ปรึกษาผู้ไม่ติดอดีต ไม่รู้จักไฟไหม้เก่า ไม่เคยมีพ่อแม่ที่ถูกฝังในข่าวอุบัติเหตุ และไม่เคยถูกเรียกในเอกสารโรงแรมเก่าว่า รสิกา สมบัติดี
เสียงโทรศัพท์สั่นในกระเป๋า
เธอหยิบขึ้นมา ข้อความจาก อนันต์ มีสุข โผล่ขึ้นสั้นๆ
**ระบบพร้อม ถ้าพวกมันเปิดไฟล์กลาง ฉันเห็นทุกอย่าง แต่ถ้าเขาให้ไอทีจับแพ็กเก็ต ฉันขออนุญาตตายก่อนนะ**
มินตราพิมพ์ตอบเพียงคำเดียว
**รอ**
แล้วเพิ่มอีกบรรทัดหลังลังเลครึ่งวินาที
**คืนนี้ต้องได้ vendor link หรือ account ของธีรภัทร**
อนันต์ มีสุข ตอบกลับแทบจะทันที
**งั้นฉันควรตายแบบมีเป้าหมายขึ้นนิดนึง**
มินตราไม่ยิ้ม
อนันต์ มีสุข เคยบอกว่าเขาไม่ชอบเสี่ยงเพื่อคนเป็น แต่ยอมเสี่ยงเพื่อคนตายที่ยังไม่มีชื่อบนข่าวถูกต้อง เขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับไฟไหม้โดยตรง ทว่าแฟ้มคดีเก่าที่เขาเคยช่วยกู้กลับมาเกือบทำให้เขาถูกตามรอยจนต้องปิดทุกบัญชีอยู่สองเดือน มินตรายังติดหนี้เขาอยู่—หนี้ที่ทั้งคู่ไม่เคยพูดตรงๆ
ลิฟต์พุ่งสูงขึ้น เมืองด้านนอกค่อยๆ ลดเสียงลงจนเหลือเพียงแรงสั่นบางๆ ใต้ฝ่าเท้า เธอหลับตาหนึ่งลมหายใจ ปล่อยให้ความเงียบสั้นๆ ในกล่องเหล็กนี้กดความร้อนในอกลง
สามสิบวินาทีที่ไม่มีใครถาม ไม่มีใครโกหก ไม่มีใครตายซ้ำในเอกสาร
แต่ความเงียบก็มีฟัน
ในความมืดหลังเปลือกตา เธอเห็นรายงานไฟไหม้เก่าอีกครั้ง รายงานทางการเขียนจำนวนผู้เสียชีวิตไว้สิบเจ็ดคน แต่ทะเบียนประกันและบัญชีผ้าส่งซักในคืนเดียวกันมีหมายเลขห่อผ้าเพิ่มอีกหนึ่งรายการ—รายการที่ถูกตีตราว่า “ย้ายออก” ก่อนรถดับเพลิงมาถึง
สิบเจ็ดศพในข่าว
สิบแปดชื่อในบัญชี
และหนึ่งร่องรอยที่ไม่มีใครยอมเรียกว่าคน
เมื่อลิฟต์หยุด เธอลืมตา
เมื่อประตูเปิด กลิ่นกาแฟจางลง เหลือเพียงกลิ่นเครื่องปรับอากาศเย็นคมและน้ำหอมราคาแพงบางชนิดที่ลอยมาจากปลายโถง
ไม่ใช่กลิ่นของสถานที่
กลิ่นของคน
เธอหันไป และเห็นเขา
จิรวัฒน์ สุธรรม ยืนอยู่หน้าห้องประชุมริเวอร์กลาสในชุดสูทสีดำสนิท ไม่มีเนกไท คอเสื้อเชิ้ตปลดกระดุมเม็ดบนอย่างไม่ตั้งใจเกินกว่าจะเป็นความบังเอิญ เขาไม่ได้ยิ้ม แต่สายตาของเขาหยุดที่เธอราวกับอ่านตัวเลขที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง
กลิ่นโคโลญของเขาตัดผ่านอากาศเย็น—ไม้ซีดาร์ พริกไทยดำ และอะไรบางอย่างสะอาดเฉียบจนทำให้ความตึงเครียดมีรูปร่าง
“คุณนิศา อรุณ” เขาเอ่ย
เสียงต่ำ เรียบ ไม่มีการต้อนรับเกินจำเป็น
“คุณจิรวัฒน์ สุธรรม” มินตราตอบ “ผู้อำนวยการปฏิบัติการกลางคืน”
มุมปากเขาขยับเล็กน้อย “คุณอ่านแฟ้มละเอียด”
“ฉันไม่รับงานที่ไม่อ่านแฟ้ม”
“แฟ้มที่เราส่งให้ หรือแฟ้มที่คุณหาเอง”
เธอยิ้มอีกครั้ง คราวนี้ให้คมขึ้นนิดหนึ่ง “ถ้าคำตอบแรกทำให้คุณสบายใจกว่า ฉันเลือกคำตอบแรกค่ะ”
จิรวัฒน์มองเธอเงียบๆ นานเกินกว่ามารยาทธุรกิจจะอนุญาต
ประตูห้องประชุมเปิดอยู่ด้านหลังเขา ภายในโต๊ะยาวกระจกสะท้อนวิวแม่น้ำที่เริ่มมืด ผู้บริหารนั่งรอสามคน ฝ่ายการเงิน ฝ่ายจัดซื้อ และผู้ช่วยที่คอยจดรายงาน บนจอใหญ่ปรากฏโลโก้ Siam Crown Bangkok กับหัวข้อการนำเสนอของเธอ
**FOREIGN OPERATIONAL EFFICIENCY REVIEW — NISA ARUN CONSULTING**
ผู้บริหารฝ่ายจัดซื้อใช้นิ้วโป้งถูแหวนแต่งงานวนไปมาจนเงาทองสะท้อนแสงไฟ ฝ่ายการเงินวางปากกาไว้ข้างแฟ้ม แต่ก่อนจะพูดอะไรสายตาจะเหลือบไปทางจิรวัฒน์เสมอ ส่วนผู้ช่วยที่คอยจดรายงานพิมพ์เร็วผิดธรรมดา และหยุดชะงักทุกครั้งที่มีชื่อผู้บริหารระดับสูงหลุดในประโยค
มินตราจดจำทั้งหมด
คนโกหกมักเริ่มจากมือ ตา หรือจังหวะพิมพ์
จิรวัฒน์ผายมือ
“เชิญครับ คุณนิศา เรามีเวลาสี่สิบห้านาที ก่อนคณะกรรมการชุดเปิดตัวจะลงมาตรวจพื้นที่”
“สี่สิบห้านาทีพอสำหรับความจริงบางส่วนค่ะ”
“บางส่วน?”
“ความจริงทั้งหมดมักแพงกว่าอัตราที่ปรึกษาในสัญญา”
คราวนี้เขายิ้มจริง แต่เป็นรอยยิ้มที่ไม่ลดความระวังลงเลย
“งั้นผมหวังว่าคุณจะส่งใบเสนอราคาเพิ่มเติมหลังจากเรารอดคืนนี้”
“ถ้าโรงแรมรอด”
คำพูดนั้นทำให้ผู้บริหารในห้องเงยหน้าพร้อมกัน
จิรวัฒน์หันมามองเธอ ดวงตาเข้มขึ้น
“เริ่มเลยครับ”
มินตราเดินเข้าไปในห้องประชุม พื้นหินอ่อนเปลี่ยนเป็นพรมหนา แต่ความเย็นยังไต่ขึ้นมาตามส้นรองเท้า เธอวางกระเป๋าเอกสารลง เสียบแท็บเล็ตเข้ากับพอร์ตกลางโต๊ะ หน้าจอกะพริบหนึ่งครั้ง
ข้อความแจ้งเตือนสีเหลืองขึ้นทันที
**EXTERNAL DEVICE DETECTED — QUARANTINE SCAN REQUIRED**
ฝ่ายการเงินยืดตัวขึ้นทันที “ตามขั้นตอนอุปกรณ์ภายนอกต้องผ่านการสแกนแยกโดยไอทีก่อนเชื่อมเข้าจอประชุมครับ และถ้ามีการเข้าถึงไฟล์แชร์ ต้องให้ฝ่ายกฎหมายรับรองขอบเขตข้อมูลก่อน”
ผู้ช่วยที่กำลังพิมพ์หยุดนิ้วค้างกลางอากาศ
ฝ่ายจัดซื้อถูแหวนเร็วขึ้นเล็กน้อย “ถูกต้องครับ โดยเฉพาะคืนนี้มีข้อมูลแขกวีไอพีและงบเปิดตัวอยู่ในระบบ”
มินตราวางมือข้างแท็บเล็ต สีหน้าไม่เปลี่ยน ทั้งที่ในอกมีเข็มนาฬิกาเดินดังขึ้น
นี่คือแรงต้านที่เธอคาดไว้ เพียงแต่เร็วกว่าแผนไปเจ็ดนาที
ถ้าอุปกรณ์ถูกยกไปสแกนแยก อนันต์ มีสุข จะหลุดจากจังหวะ หากฝ่ายกฎหมายเข้ามา พิมพ์ชนก เกิดแก้ว จะได้เห็นชื่อไฟล์ก่อนเวลาที่ควรเห็น และถ้าทุกอย่างหยุดอยู่ตรงนี้ คืนนี้เธอจะเสียเปรียบตั้งแต่ยังไม่เริ่มนับศพในบัญชี
“ฉันสามารถนำเสนอจากไฟล์สำรองออฟไลน์ได้ค่ะ” เธอพูด “แต่ถ้าคุณต้องการตรวจความผิดปกติแบบสด การกักเครื่องไว้จะทำให้คุณเสียเวลาที่คืนนี้ไม่มี”
ฝ่ายการเงินมองจิรวัฒน์ก่อนตอบ “ขั้นตอนเป็นขั้นตอนครับ”
จิรวัฒน์ยืนเงียบอยู่สองวินาที
จากนั้นเขาก้าวไปแตะแผงควบคุมกลางโต๊ะ กดรหัสผู้บริหารของตัวเอง
หน้าจอเปลี่ยนเป็นคำเตือนสีแดง
**NIGHT OPS EMERGENCY EXCEPTION — PERSONAL LIABILITY LOG**
“คุณจิรวัฒน์ครับ” ฝ่ายการเงินเสียงแข็งขึ้น “ถ้าใช้ข้อยกเว้นนี้ ระบบจะบันทึกว่าคุณรับผิดชอบการเชื่อมต่ออุปกรณ์ภายนอกทั้งหมด และฝ่ายกฎหมายจะเห็นล็อกทันที”
“ให้เห็น” จิรวัฒน์ตอบ “คืนนี้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านปฏิบัติการ”
“แต่ พิมพ์ชนก เกิดแก้ว ต้องถามแน่ว่าทำไมไม่รอการอนุมัติ”
“ผมจะตอบเอง”
คำว่า *รับผิดชอบ* ยังไม่ถูกพูด แต่ทั้งห้องได้ยินมันก่อนออกจากปากเขา
มินตรามองบันทึกข้อยกเว้นที่ปรากฏบนจอเล็กตรงมุมโต๊ะ ชื่อ จิรวัฒน์ สุธรรม เวลา และรหัสประตูระบบถูกประทับไว้เรียบร้อย
หลักฐานชิ้นหนึ่งเกิดขึ้นโดยที่เธอยังไม่ต้องลงมือ
และหลักฐานชิ้นนี้จะพา พิมพ์ชนก เกิดแก้ว ไล่มาถึงเขาในภายหลัง
“คุณยอมให้ฉันเข้าเร็วเกินไป” มินตราพูดเบาๆ
จิรวัฒน์ไม่มองเธอ “ผมไม่ได้ยอมให้คุณเข้า ผมแค่ไม่ยอมให้ระบบปิดประตูใส่หลักฐานก่อนเห็นว่าอีกฝั่งมีอะไร”
ประตู
ระบบ
ความรับผิดชอบ
เสียงของเขามีโครงสร้างต่างจากคำคมของเธอ เขาไม่ได้พูดถึงไฟหรือศพ แต่พูดเหมือนคนที่ยืนเฝ้าทางผ่านมาทั้งคืน และรู้ว่าประตูบานไหนถูกล็อกจากด้านใน
ที่มุมซ้ายล่าง ไอคอนเล็กๆ ของโฟลเดอร์แชร์ภายในปรากฏขึ้นตามที่ อนันต์ มีสุข สัญญาไว้
เธอไม่มองมันนาน
“ขอบคุณที่ให้เวลา” เธอเริ่ม เสียงนิ่งพอๆ กับกราฟเส้นแรกที่ปรากฏบนจอ “การตรวจประสิทธิภาพเบื้องต้นของฉันพบว่าต้นทุนปฏิบัติการก่อนเปิดโรงแรมสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มโรงแรมระดับเดียวกันร้อยละสิบแปด จุดที่น่ากังวลไม่ใช่ตัวเลขสูง แต่เป็นรูปแบบการรั่วไหล”
ผู้บริหารฝ่ายการเงินขมวดคิ้ว “รั่วไหล?”
ก่อนพูด เขาเหลือบมองจิรวัฒน์อีกครั้ง
“รายจ่ายซ้ำซ้อน ใบสั่งซื้อแยกเป็นชุดย่อยเพื่อเลี่ยงเพดานอนุมัติ ค่าแรงล่วงเวลาที่ลงซ้ำในสองระบบ และค่าใช้จ่ายพิเศษของซัพพลายเออร์สามรายที่ไม่มีบันทึกการรับของครบถ้วน”
จิรวัฒน์นั่งที่หัวโต๊ะ แขนวางหลวมๆ แต่สายตาไม่หลวมตาม
“คุณใช้ข้อมูลจากไหน”
“รายงานที่ฝ่ายคุณส่งให้ บวกกับการเทียบมาตรฐานจากโรงแรมเปิดใหม่ในสิงคโปร์ ฮ่องกง และโฮจิมินห์”
“ข้อมูลภายในที่เราส่งให้ถูกจำกัด คุณไม่มีสิทธิ์เข้าถึงใบสั่งซื้อระดับอนุมัติพิเศษ”
“ฉันไม่ได้บอกว่าเข้าถึงค่ะ”
“แต่คุณกำลังพูดเหมือนเห็น”
มินตราแตะหน้าจอ เปลี่ยนสไลด์เป็นแผนภูมิแท่งสีเทาเข้ม
“ฉันเห็นเงา เงาของตัวเลขบอกทิศทางของวัตถุได้ แม้จะยังไม่เห็นวัตถุ”
ฝ่ายจัดซื้อทำเสียงไม่พอใจ นิ้วโป้งยังถูแหวนไม่หยุด “นี่เป็นการคาดเดาหรือเปล่าครับ”
“เป็นการวิเคราะห์ความผิดปกติค่ะ”
“ต่างกันยังไง”
“คาดเดาคือพูดโดยไม่มีหลักฐาน ความผิดปกติคือหลักฐานยังไม่ยอมบอกชื่อตัวเอง”
ห้องเงียบลง
จิรวัฒน์เอนหลังเล็กน้อย “งั้นลองทำให้มันยอมบอกชื่อ”
มินตราหันไปสบตาเขา “คุณอยากให้ฉันพูดชื่อคนหรือชื่อระบบ”
“ผมอยากรู้ว่าคุณกล้าพอจะเปิดประตูบานไหนในห้องนี้”
แรงกดในคำถามนั้นเคลื่อนผ่านโต๊ะเหมือนใบมีดบางๆ
มินตรารู้ว่าเขากำลังทดสอบ เธอรู้ด้วยว่าเขาไม่ใช่คนเดียวที่ฟังอยู่ กล้องประชุมฝังอยู่เหนือจอ ไมโครโฟนกลางโต๊ะเก็บเสียงทุกพยางค์ ห้องนี้ไม่ได้มีแค่คนห้าคน
“ระบบอนุมัติกลางวันค่ะ” เธอกล่าวช้าๆ “โดยเฉพาะรายการที่ผ่านลำดับอนุมัติในช่วงที่คุณไม่ได้ดูแลกะ”
ฝ่ายการเงินกระแอม “คุณหมายถึง—”
“ฉันหมายถึงช่วงที่อยู่ภายใต้การกำกับของฝ่ายบริหารระดับบนก่อนส่งต่อให้ทีมปฏิบัติการกลางคืน”
จิรวัฒน์ไม่กะพริบตา “พูดให้ชัดกว่านี้”
“คุณธีรภัทร สุธรรมเป็นผู้ลงนามรับรองงบเตรียมเปิดหลายชุด ใช่ไหมคะ”
ชื่อ ธีรภัทร สุธรรม ทำให้อุณหภูมิห้องลดลงอีกหนึ่งชั้น
ผู้ช่วยจดรายงานหยุดพิมพ์ ฝ่ายจัดซื้อขยับตัว ฝ่ายการเงินมองจิรวัฒน์ทันที
จิรวัฒน์เพียงแต่จ้องเธอ
“คุณตรวจพบว่าเอกสารของพี่ชายผมผิดปกติ”
“ฉันตรวจพบว่ารายการภายใต้การกำกับของเขามีรูปแบบผิดปกติค่ะ”
“คุณเลือกคำเก่ง”
“คุณถามคำถามคม ฉันก็ต้องเลือดออกให้น้อยที่สุด”
สายตาเขาวูบผ่านริมฝีปากเธอเพียงเสี้ยววินาที แล้วกลับขึ้นมาที่ตา
“แล้วตัวเลขอยู่ไหน”
มินตราแตะสไลด์ถัดไป
กราฟเส้นสีแดงปรากฏขึ้น ตัดข้ามรายเดือนสามไตรมาส รายการขาดทุนแฝงถูกจัดเรียงอย่างประณีตจนดูเหมือนวิทยาศาสตร์ ทั้งที่ครึ่งหนึ่งเป็นเหยื่อล่อ เธอปลอมรายงานให้ไม่โกหกทั้งหมด เพราะคำโกหกที่มีความจริงเป็นกระดูกจะเดินได้ไกลกว่า
“ตรงนี้ค่ะ ค่าใช้จ่ายด้านลินินและซักรีดเพิ่มขึ้นร้อยละสามสิบเอ็ด ทั้งที่อัตราห้องพักทดลองยังไม่ถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์”
ฝ่ายจัดซื้อโต้ทันที “เราต้องสต็อกล่วงหน้า โรงแรมระดับนี้ต้องมีมาตรฐานผ้า—”
“สต็อกล่วงหน้าไม่ทำให้บันทึกผ้าหายไปสองพันสี่ร้อยเจ็ดสิบชิ้น”
เขาหน้าแข็ง “คุณไม่มีรายการนับจริง”
“มีค่ะ”
“จากไหน”
มินตราหยุดหนึ่งจังหวะ รู้สึกถึงโทรศัพท์ในกระเป๋าที่เงียบอยู่ รู้สึกถึงชื่อ สุดา พันศรี ที่ไม่ได้อยู่ในห้องแต่เหมือนยืนสั่นอยู่หลังประตูซักรีดชั้นล่าง
“จากการเทียบคำสั่งซื้อกับรอบส่งมอบและตารางซักคืนค่ะ”
จิรวัฒน์ถามทันที “ใครให้ตารางซักคืน”
มินตรามองเขา “คุณเพิ่งบอกว่าฉันไม่มีสิทธิ์เข้าถึง”
“ผมถามว่าใครให้”
“ฉันตอบว่าแหล่งข้อมูลอยู่ในขอบเขตการตรวจประสิทธิภาพ”
“นั่นไม่ใช่คำตอบ”
“แต่เป็นคำตอบที่ปลอดภัยสำหรับคนในโรงแรมของคุณ”
คำว่า *คนในโรงแรมของคุณ* ทำให้สีหน้าเขาเปลี่ยนเล็กน้อย ไม่ใช่โกรธ แต่คล้ายถูกแตะจุดที่ไม่อยากให้ใครเห็น
“ถ้าคุณจะกล่าวหาว่าคนของผมถูกใช้เป็นทางผ่านการทุจริต คุณต้องมีหลักฐานมากกว่าสไลด์สวยๆ”
“ฉันไม่ได้กล่าวหาคนของคุณค่ะ ฉันกำลังบอกว่าคนของคุณอาจเป็นคนเดียวที่ยังเหลือหลักฐานไว้โดยไม่รู้ตัว”
ฝ่ายการเงินรีบแทรก “ขออนุญาตนะครับ เราอาจโฟกัสที่มาตรการแก้ไขก่อน ไม่จำเป็นต้องเจาะชื่อผู้บริหารในที่ประชุมแรก”
มินตราหันไปหาเขา “มาตรการแก้ไขต้องเริ่มจากการยอมรับว่าการรั่วไหลไม่ได้อยู่ที่พนักงานระดับล่าง”
“นั่นเป็นข้อกล่าวหาทางโครงสร้าง”
“ค่ะ และโครงสร้างของโรงแรมนี้แพงเกินกว่าจะปล่อยให้ผุจากข้างใน”
จิรวัฒน์โน้มตัวมาข้างหน้า “คุณพูดเหมือนคุณอยากให้เรากลัว”
“ฉันอยากให้คุณรีบ”
“รีบอะไร”
“รีบเลือกว่าจะปกป้องคืนเปิดตัว หรือปกป้องคนที่ทำให้มันล้มก่อนรอบตรวจคืนนี้จบ”
ประโยคนั้นตกลงบนโต๊ะเหมือนแก้วแตก ไม่มีเสียง แต่ทุกคนรู้ว่าคม
จิรวัฒน์จ้องเธออีกครั้ง คราวนี้นานกว่าเดิม นานจนมินตราต้องควบคุมลมหายใจไม่ให้สะดุด กลิ่นโคโลญของเขายังคงตัดผ่านกลิ่นกาแฟที่ใครบางคนยกเข้ามาใหม่ มันใกล้เกินไปทั้งที่เขานั่งห่าง
“คุณรู้เรื่องกำหนดการคืนนี้ละเอียดแค่ไหน” เขาถาม
“เท่าที่ผู้รับเหมาประชาสัมพันธ์ส่งให้ที่ปรึกษา”
“ไม่มีที่ปรึกษาคนไหนได้รับแผนวิกฤตก่อนรอบเปิดตัว”
“งั้นคุณควรไล่คนที่ส่งไฟล์ผิด”
“หรือไล่คนที่เปิดไฟล์เก่งเกินไป”
มินตราเอียงศีรษะเล็กน้อย “คุณจะไล่ฉันก่อนเซ็นสัญญาเหรอคะ”
“ผมยังไม่ตัดสินใจว่าจะเซ็นหรือแจ้งฝ่ายกฎหมาย”
“ฝ่ายกฎหมายของคุณคงยุ่งกับ IPO มากกว่าเสียเวลาฟังฉันพูดเรื่องผ้าหาย”
“อย่าเดาเรื่องที่คุณไม่ควรรู้”
“อย่าทำให้เรื่องที่ฉันเดาดูจริงขึ้นสิคะ”
ฝ่ายจัดซื้อหายใจแรง “คุณจิรวัฒน์ครับ ผมคิดว่าการประชุมนี้เริ่มไม่เหมาะสม”
จิรวัฒน์ไม่ละสายตาจากมินตรา “ผมยังคิดว่าเหมาะสมอยู่”
“แต่เธอกำลังพาดพิงคุณธีรภัทร—”
“ผมได้ยิน”
“และอาจกระทบชื่อเสียงกลุ่ม—”
“ชื่อเสียงไม่ใช่ตัวเลขในงบดุล คุณซ่อนมันใต้พรมไม่ได้”
ผู้บริหารฝ่ายจัดซื้อปิดปากทันที
มินตรารู้สึกบางอย่างเคลื่อนในอก ความประหลาดใจที่ไม่พึงประสงค์ จิรวัฒน์ไม่ปัดป้องให้พี่ชาย เขาไม่กระโดดปกป้องนามสกุลสุธรรมทันทีอย่างที่เธอคาด
หรือเขาแค่ฉลาดพอจะไม่ทำต่อหน้าคนอื่น
เธอไม่ควรไว้ใจผู้ชายคนนี้ ไม่ควรแม้แต่จะสนใจความแตกต่างในน้ำเสียงของเขาเมื่อพูดถึง “คนของผม”
“ต่อค่ะ” เขาสั่งเบาๆ
มินตราเลื่อนสไลด์ไปยังตารางรายงานประสิทธิภาพพนักงาน
“จุดที่สอง ค่าแรงล่วงเวลา กะกลางคืนถูกบันทึกซ้ำในระบบชั่วคราวและระบบหลัก โดยเฉพาะแผนกแม่บ้าน ครัวเย็น และความปลอดภัย”
จิรวัฒน์ถาม “เป็นไปได้ว่าเป็นข้อผิดพลาดจากการย้ายระบบ”
“เป็นไปได้ค่ะ ถ้าเกิดหนึ่งสัปดาห์ แต่ไม่ใช่สิบสองสัปดาห์ และไม่ใช่เฉพาะวันที่มีการอนุมัติงบพิเศษจากคณะกรรมการกลางวัน”
“คุณกำลังลากกลับไปที่ธีรภัทรอีก”
“ตัวเลขลากเองค่ะ ฉันแค่เดินตาม”
“แล้วถ้าตัวเลขถูกคนจัดให้เดินไปทางนั้น”
มินตราสบตาเขา “คุณกำลังถามว่าฉันปลอมข้อมูลหรือเปล่า”
“ผมกำลังถามว่าคุณเป็นใคร”
หัวใจเธอหยุดหนึ่งจังหวะ
ไม่ใช่เพราะคำถาม แต่เพราะวิธีที่เขาพูด ราวกับเขาไม่ได้ถามชื่อบนสัญญา ราวกับเขาได้กลิ่นเลือดเก่าที่เธอซ่อนใต้ผิว
เธอวางมือบนแท็บเล็ต ปลายนิ้วเย็น
“ฉันคือคนที่คุณเชิญมาเพื่อหาจุดรั่วไหล”
“ผมไม่ได้เชิญคุณ”
“แต่คุณยังนั่งฟัง”
“เพราะคนที่อยากเข้าบ้านคนอื่นโดยไม่เคาะประตูมักมีเหตุผลสองแบบ” เขาพูด “ขโมยของ หรือหนีอะไรมา”
มินตรายิ้มช้าๆ ทั้งที่กระดูกสันหลังตึง “คุณลืมแบบที่สาม”
“อะไร”
“เจ้าของบ้านเก่ากลับมาดูว่าใครย้ายกำแพง”
ความเงียบคราวนี้หนักขึ้นจนผู้ช่วยจดรายงานเผลอกดปากกาดังแกร๊ก
จิรวัฒน์มองเธอด้วยแววตาที่ลึกขึ้น ไม่ใช่แค่สงสัย แต่เหมือนประโยคนั้นแตะรอยแผลของเขาด้วย
“โรงแรมนี้เพิ่งสร้าง” เขาพูด
“บางที่สร้างทับของเก่าได้ค่ะ”
“คุณพูดเชิงเปรียบเทียบ?”
“คุณอยากให้ฉันพูดแบบไหนล่ะคะ”
เขาไม่ตอบทันที
มินตราหันกลับไปที่หน้าจอ “ข้อเสนอของฉันคือสัญญาตรวจสอบเร่งด่วนสิบสองชั่วโมง ครอบคลุมระบบซัพพลายเชน ค่าแรง และบัญชีรับรองแขกวีไอพี ฉันจะส่งรายงานสดทุกสามชั่วโมง พร้อมคำแนะนำลดความเสี่ยงก่อนรอบเปิดตัวจบ”
ฝ่ายการเงินขมวดคิ้ว “สิบสองชั่วโมง? ปกติที่ปรึกษาต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองสัปดาห์”
“คุณมีเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ค่ะ คืนนี้เป็นแค่ประตูแรก”
“แล้วทำไมเราต้องเชื่อว่าคุณทำได้”
มินตราแตะเปิดเอกสารแนบ “เพราะฉันทำรายงานนำร่องให้แล้ว”
ตารางละเอียดปรากฏบนจอ ตัวเลขเรียงแน่น รายการซัพพลายเออร์ รหัสใบสั่งซื้อ วันอนุมัติ ยอดจ่าย ส่วนต่าง และสถานะเอกสารประกอบ เธอได้มันมาจากช่องว่างของระบบ จากคนที่กลัว จากคนที่โลภ จากคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองถือเศษกระดูกของคดีเก่าอยู่
และจากการปลอมอย่างประณีตพอให้ความจริงที่ใหญ่กว่าถูกขุดตาม
“นี่ไม่ใช่รายงานนำร่อง” จิรวัฒน์พูดช้าๆ “นี่คือแผนที่ฝังศพ”
เธอเกือบสะดุ้งกับคำว่า *ฝังศพ*
“ถ้าคุณมองเห็นแบบนั้น แปลว่าฉันวาดชัดพอ”
เขาลุกขึ้น เดินอ้อมโต๊ะมาหยุดข้างเธอ เพียงเพื่อมองจอใกล้ขึ้น แต่การเคลื่อนไหวนั้นทำให้พื้นที่รอบตัวแคบลงทันที ไหล่ของเขาอยู่ห่างจากเธอไม่ถึงคืบ กลิ่นโคโลญชัดขึ้นจนเหมือนมีรสขมที่ปลายลิ้น
“ซูมรายการนี้” เขาชี้
มินตราหยิบแท็บเล็ตขึ้นมา ขยายแถวที่เขาต้องการ
“ไม่ใช่แถวนั้น แถวล่าง”
นิ้วของเขาเลื่อนมาแตะหน้าจอพร้อมกับเธอ
ผิวมือสัมผัสกันเพียงแผ่วเดียว แต่ไฟบางอย่างวิ่งผ่านความเย็นของห้องประชุม เธอนิ่ง เขาก็นิ่ง นิ้วทั้งสองค้างบนกระจก สัมผัสเล็กเกินกว่าจะเรียกว่าไม่ตั้งใจ แต่ยาวนานเกินกว่าจะเป็นอุบัติเหตุ
เสียงเครื่องปรับอากาศดังขึ้นในความเงียบ
มินตราเงยหน้ามองเขา
ใกล้จนเห็นเส้นเลือดจางๆ ที่ขมับ เห็นเงาเหนื่อยใต้ตา เห็นความระวังที่ไม่ได้เกิดจากอำนาจอย่างเดียว แต่จากคนที่เคยนอนไม่หลับกับความจริงบางอย่าง
จิรวัฒน์ลดเสียง “คุณมีไฟล์ต้นทางไหม”
“มีค่ะ”
“อยู่ที่ไหน”
“ในเครื่องฉัน”
“อัปโหลดเข้าระบบแชร์ของเรา”
นี่คือประตู
มินตรารู้สึกหัวใจเคาะซี่โครงหนึ่งครั้ง สองครั้ง
เธอทำสีหน้าไม่เปลี่ยน “ถ้าฉันยังไม่เซ็นสัญญา การอัปโหลดไฟล์วิเคราะห์เต็มเข้าสู่ระบบคุณไม่ปลอดภัยสำหรับฉัน”
“หรือไม่ปลอดภัยสำหรับเรา”
“ทั้งสองอย่างก็ได้”
“ระบบเพิ่งบันทึกข้อยกเว้นของผมไปแล้ว” เขาพูด “อัปโหลดเข้าพื้นที่ชั่วคราวเท่านั้น ไอทีจะเห็นว่าผมเป็นคนเปิดประตู ถ้าฝ่ายกฎหมายถาม ผมรับเอง”
“พิมพ์ชนก เกิดแก้ว จะถามแน่”
“ผมรู้”
“คุณชอบทิ้งหลักฐานมัดตัวเอง?”
“ผมชอบให้คนที่ปิดประตูรู้ว่ามีคนเห็นตอนเขาปิด”
มินตราสบตาเขา “คุณกลัวไวรัส หรือกลัวหลักฐาน”
“ผมกลัวคนที่ใช้ความจริงเป็นอาวุธโดยไม่บอกว่าจะยิงใคร”
“ถ้าฉันบอก คุณจะยืนข้างเป้าหมายหรือข้างคนยิง”
เขาไม่ตอบ
ฝ่ายการเงินพูดขึ้นอย่างระมัดระวัง “คุณจิรวัฒน์ครับ ถ้าจะตรวจไฟล์ อาจให้ไอที—”
“ไม่ต้อง” จิรวัฒน์พูด “ผมดูเอง”
“แต่ขั้นตอน—”
“ผมรับผิดชอบ”
คำว่า *รับผิดชอบ* ออกจากปากเขาเหมือนคำสาบาน ไม่เหมือนคำบริหาร
มินตราค่อยๆ ดึงมือกลับจากแท็บเล็ต แล้วกดเปิดหน้าต่างอัปโหลด โฟลเดอร์แชร์ภายในขึ้นชื่อว่า **OP-NIGHT-TEMP REVIEW**
เธอเลือกไฟล์รายงานหลักสองไฟล์ เอกสารประกอบสามไฟล์ และในจังหวะที่ทุกสายตาจับอยู่บนจอใหญ่ เธอใช้นิ้วโป้งแตะคำสั่งซ่อนในมุมแท็บเล็ต
อีกไฟล์หนึ่งถูกแนบเข้าไปเงียบๆ
หน้าแยกบัญชีที่ถูกแต่งขึ้นจากสำเนาสมุดบัญชีเก่า รายการจ่ายเงินย้อนหลังไปถึงปีที่ไฟไหม้ รหัสผู้รับเหมาที่ปัจจุบันกลายเป็นซัพพลายเออร์ผ้า ลายเซ็นที่คล้ายของคนในตระกูลสุธรรมมากพอจะทำให้ผู้ตรวจสอบต้องขุดต่อ แต่ไม่ชัดพอให้ถูกปัดว่าใส่ร้ายทันที
มีบรรทัดหนึ่งที่เธอตั้งใจให้สะดุดเมื่อใครก็ตามขยายดู
รหัสผู้ขายเดียวกันเคยอยู่ในโครงการปรับปรุงอาคารเก่าก่อนคืนไฟไหม้ และท้ายเอกสารมีหมายเหตุจากคลังเดิมว่า “ใช้สต็อกตกค้างพร้อมป้ายผ้าเก่าได้ หากสีไม่ต่างจากชุดใหม่” นั่นคือเหตุผลที่ป้ายผ้าขอบไหม้ยังโผล่ในห่วงโซ่ซักรีดของโรงแรมใหม่ได้ ไม่ใช่ผี ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นของเก่าที่มีคนลากกลับมาใช้เพื่อลบต้นทุนและลบร่องรอยพร้อมกัน
ในไฟล์เดียวกัน เธอฝังสำเนารายงานไฟไหม้ที่ระบุผู้เสียชีวิตสิบเจ็ดคนไว้ข้างใบเคลมประกันที่นับผ้าห่อศพและของใช้ส่วนตัวสิบแปดชุด
สิบเจ็ดศพ
สิบแปดชุดผ้า
หนึ่งคนที่ถูกย้ายออกจากเรื่องเล่า
ชื่อไฟล์ธรรมดาเกินกว่าจะสะดุดตา
**linen_variance_support_07.pdf**
แถบอัปโหลดขยับจากศูนย์ไปหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์
สำเร็จ
โทรศัพท์ในกระเป๋าสั่นหนึ่งครั้ง
อนันต์ มีสุข เห็นแล้ว
มินตราปิดหน้าต่าง “เรียบร้อยค่ะ”
จิรวัฒน์ยังมองเธอ ไม่ใช่จอ “เร็วมาก”
“ฉันไม่ชอบทำให้คนรอ”
“ยกเว้นตอนตอบคำถาม”
“คำถามบางข้อควรรอให้คนถามแน่ใจก่อนว่าอยากรู้จริง”
“ผมแน่ใจ”
“ยังหรอกค่ะ”
แววตาเขาเข้มขึ้น “คุณชอบท้าทายคนที่มีอำนาจเซ็นสัญญาของคุณ?”
“ฉันชอบรู้ว่าใครมีอำนาจจริง”
ฝ่ายจัดซื้อหัวเราะแห้ง “ถ้างั้นคุณคงทราบว่าอำนาจจริงคืนนี้ไม่ได้อยู่ในห้องนี้ทั้งหมด”
มินตราหันไปหาเขา “ฉันทราบค่ะ”
“แล้วคุณยังพูดแบบนี้?”
“เพราะบางครั้งคนที่ไม่ได้อยู่ในห้อง กลัวเสียงที่ดังออกจากห้องมากที่สุด”
จิรวัฒน์มองฝ่ายจัดซื้อ “พอ”
ชายคนนั้นเม้มปาก
มินตรารู้ว่าข้อความนี้จะถูกส่งต่อ อาจถึง ธีรภัทร สุธรรม เร็วกว่าที่เธอออกจากชั้นสามสิบสองเสียอีก ดี นั่นคือสิ่งที่เธอต้องการ คืนนี้ต้องเริ่มด้วยความไม่สบายใจเล็กๆ ก่อนจะกลายเป็นความตื่นตระหนกผ่านคำถามสื่อ แพ็กเกจตรวจสอบภายนอก และไฟล์ที่ไม่มีใครอยากให้ถูกเปิดในเวลาที่เหมาะสม
แต่สิ่งที่เธอไม่ได้คำนวณคือสายตาของจิรวัฒน์
เขาไม่ได้มองเธอเหมือนผู้บุกรุกเพียงอย่างเดียว
เขามองเหมือนคนที่เจอปริศนาที่อาจช่วยยืนยันฝันร้ายของตัวเอง
“ผมมีคำถามสุดท้ายสำหรับช่วงนำเสนอ” เขาพูด
“เชิญค่ะ”
“ถ้าเราเซ็นสัญญาคุณตอนนี้ คุณจะเริ่มจากแผนกไหน”
“ซักรีด”
“ทำไม”
“เพราะผ้าจำทางกลับบ้านได้”
ฝ่ายการเงินนิ่งไป “ขอโทษครับ?”
มินตราเกือบกัดลิ้นตัวเอง ประโยคนั้นหลุดมาจากที่ลึกเกินไป เธอปรับเสียงให้เรียบ
“หมายถึงลินินมีวงจรชัดเจนค่ะ ห้องพัก ห้องเก็บ รถเข็น ซัก รีด ส่งคืน ถ้ามีการรั่วไหล จุดใดจุดหนึ่งจะทิ้งร่องรอยเสมอ”
จิรวัฒน์ยังไม่ละสายตา “และคุณคิดว่าร่องรอยจะนำไปถึงใคร”
“คนที่ไม่เคยแตะผ้าสักผืน แต่เซ็นให้ผ้าหายไปทั้งชั้น”
“ธีรภัทร”
คราวนี้เขาพูดชื่อเอง
มินตราเงียบหนึ่งวินาที “คุณพูดเองนะคะ”
“คุณวางให้ผมพูด”
“คุณเลือกจะพูด”
เขาหัวเราะเบาๆ ไม่มีความขบขัน “คุณอันตรายกว่าที่แฟ้มบอก”
“แฟ้มฉันสั้น”
“นั่นแหละที่อันตราย”
ผู้ช่วยจดรายงานยกมือเล็กน้อย “เอ่อ สรุปมติที่ประชุมเบื้องต้นคือ...”
จิรวัฒน์กลับไปนั่งที่หัวโต๊ะ “ฝ่ายการเงิน เตรียมสัญญาตรวจสอบเร่งด่วนฉบับชั่วคราว สิทธิ์เข้าถึงจำกัดเฉพาะข้อมูลปฏิบัติการคืนนี้ ไม่รวมข้อมูลแขกส่วนบุคคล เว้นแต่ได้รับอนุมัติจากผม”
ฝ่ายการเงินพยักหน้าเร็ว “ครับ”
ฝ่ายจัดซื้อแย้ง “คุณจิรวัฒน์ครับ ผมคิดว่าควรรอคุณธีรภัทร—”
“ผมไม่ได้ถาม”
“แต่เรื่องนี้กระทบสายอนุมัติของท่านโดยตรง”
“ยิ่งต้องตรวจตอนที่เอกสารยังไม่ถูกทำให้สะอาด”
คำพูดนั้นชัดเกินไป
มินตรามองเขาอย่างระวัง หัวใจส่วนหนึ่งที่เธอฝังไว้ใต้ความแค้นเริ่มเคาะฝาโลง ไม่ใช่เพราะความอ่อนโยน แต่เพราะศัตรูตรงหน้าอาจไม่ได้ยืนอยู่ฝั่งที่เธอเตรียมจะเผา
และนั่นอันตรายกว่า
ฝ่ายจัดซื้อหน้าซีด “ผมจะบันทึกว่าผมไม่เห็นด้วย”
“บันทึกให้ครบ” จิรวัฒน์ตอบ “รวมถึงเหตุผลด้วยว่าทำไมคุณไม่อยากให้ตรวจ”
ชายคนนั้นเงียบสนิท
มินตราปิดสไลด์ จอใหญ่กลับเป็นโลโก้โรงแรมที่ดูสง่างามเกินจริง เธอดึงสายเชื่อมต่อออกจากแท็บเล็ตอย่างใจเย็น ทั้งที่เลือดในกายวิ่งเร็ว
จิรวัฒน์ลุกขึ้น “การประชุมจบเท่านี้ ทุกคนกลับไปเตรียมเปิดตัวตามแผน ฝ่ายการเงินส่งสัญญาให้คุณนิศาภายในยี่สิบนาที”
ผู้ช่วยจดรายงานรีบเก็บของ พิมพ์ต่ออีกสามคำแล้วหยุดเหมือนนึกได้ว่าทุกตัวอักษรอาจกลายเป็นหลักฐาน ฝ่ายจัดซื้อเดินออกไปก่อนโดยไม่สบตาใคร มือยังถูแหวน ฝ่ายการเงินตามออกไปพร้อมโทรศัพท์แนบหู ก่อนพูดประโยคแรกเขายังหันมามองจิรวัฒน์เหมือนขออนุญาตจากเงา
เสียงประตูห้องประชุมปิดลงทีละชั้น จนเหลือเพียงมินตรากับจิรวัฒน์ และวิวแม่น้ำด้านนอกที่มืดลงเหมือนหมึกหก
เธอเก็บแท็บเล็ตใส่กระเป๋า “ถ้าคุณจะเรียกฝ่ายกฎหมาย ตอนนี้เหมาะค่ะ ฉันยังไม่ได้หนี”
“คุณคิดว่าตัวเองหนีทัน?”
“ฉันคิดว่าคุณอยากให้ฉันอยู่มากกว่า”
ประโยคนั้นออกไปก่อนที่เธอจะลดความคมทัน
จิรวัฒน์เดินมาหยุดอีกฝั่งของโต๊ะ กระจกใสสะท้อนใบหน้าเขาซ้อนกับใบหน้าเธอ
“คุณมั่นใจเกินไป”
“เป็นนิสัยของคนที่เคยไม่มีอะไรเหลือให้เสีย”
เขานิ่ง
เธออยากดึงคำนั้นกลับ แต่สายเกินไปแล้ว
“เคย?” เขาถาม
มินตราหยิบกระเป๋าขึ้นสะพาย “คุณจิรวัฒน์ ถ้าเราจะเล่นเกมถามคำถามส่วนตัว ฉันขอเริ่มก่อน”
“ถามมา”
“คุณอยากตรวจฉันเพราะฉันโกหก หรือเพราะคุณหวังว่าฉันพูดความจริง”
ห้องเงียบลงอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ความเงียบไม่ได้เย็น มันอุ่นอย่างอันตราย เหมือนอากาศก่อนพายุ
จิรวัฒน์ค่อยๆ เดินอ้อมโต๊ะกลับมาหาเธอ ระยะห่างลดลงจนเธอเห็นเงาตัวเองในดวงตาเขา
“สองอย่างไม่จำเป็นต้องแยกกัน”
“สำหรับฉันจำเป็น”
“เพราะอะไร”
“เพราะคนที่โกหกเพื่อความจริง มักถูกคนที่โกหกเพื่อเอาตัวรอดฆ่าก่อน”
กรามเขาขยับ “คุณพูดเหมือนมีประสบการณ์”
“คุณก็ฟังเหมือนมี”
เขาไม่ปฏิเสธ
เสียงฟ้าร้องต่ำๆ ดังจากไกลๆ กระจกห้องประชุมสั่นเบาๆ ฝนเริ่มลงเม็ดอีกครั้งบนชั้นสามสิบสอง เมืองทั้งเมืองพร่ามัวในแสงไฟ
โทรศัพท์ของจิรวัฒน์สว่างขึ้นบนโต๊ะ ชื่อผู้โทรไม่ปรากฏให้เธอเห็น แต่สีหน้าเขาบอกว่ารู้ว่าเป็นใคร เขากดตัดสาย
“คุณไม่รับ?” มินตราถาม
“ถ้าสำคัญ เขาจะโทรอีก”
“เขา?”
จิรวัฒน์มองเธอ “คุณเพิ่งบอกว่าไม่เล่นเกมคำถามส่วนตัว”
“ฉันบอกว่าฉันขอเริ่มก่อน ไม่ได้บอกว่าจะหยุด”
คราวนี้รอยยิ้มของเขาแทบมองไม่เห็น แต่ทำให้ใบหน้าเคร่งขรึมอ่อนลงเพียงพอจะเป็นอันตรายต่อสมาธิ
“คุณควรระวังความอยากรู้ของตัวเอง”
“ฉันรอดมาถึงนี่เพราะมัน”
“หรือมาถึงนี่เพื่อให้มันฆ่าคุณ”
มินตรากำสายกระเป๋าแน่นขึ้น “ถ้าคุณมีคำเตือนที่เป็นทางการ กรุณาส่งเป็นอีเมล”
“ไม่เป็นทางการ”
“งั้นฉันไม่จำเป็นต้องรับฟัง”
“แต่คุณฟังอยู่”
เธอเกลียดที่เขาพูดถูก
ประตูห้องประชุมถูกเคาะสองครั้ง ก่อนเปิดออกเล็กน้อย พนักงานชายยื่นหน้าเข้ามา
“ขอโทษครับคุณจิรวัฒน์ คุณปัชริดา เข้มแข็งถามว่าการประชุมเสร็จหรือยังครับ ทีมสื่อรอไทม์ไลน์โพสต์เปิดตัวอยู่”
“บอกว่าผมจะลงไปในสิบห้านาที”
“ครับ”
ประตูปิดลง
มินตราเก็บชื่อ ปัชริดา เข้มแข็ง ไว้ในช่องถัดไปของแผน คืนนี้ผู้หญิงคนนั้นจะมีบทบาทกับภาพ ข่าวลือ และเวลาที่ทุกคนเห็นในโทรศัพท์ เธอยังไม่ต้องเจอ แค่ต้องทำให้ปัชริดาเชื่อว่าตัวเองควบคุมเวลาได้
จิรวัฒน์หยิบแท็บเล็ตของเขาขึ้นมา “คุณมีรองเท้าสำหรับเดินหลังบ้านไหม”
คำถามเปลี่ยนฉับพลันจนเธอต้องกะพริบตา “อะไรนะคะ”
“ส้นสูงคู่นั้นสวย แต่พื้นครัวเปียก พื้นซักรีดลื่น และทางเดินบริการไม่สนใจความสวย”
“นี่เป็นคำเชิญหรือคำสั่ง”
“เป็นการทดสอบว่าที่ปรึกษาที่อยากเริ่มจากซักรีดรู้ไหมว่าตัวเองกำลังจะเดินไปที่ไหน”
“ฉันเดินได้”
“ผมไม่ได้ถามว่าเดินได้ไหม ผมถามว่ามีรองเท้าไหม”
มินตราเปิดกระเป๋าให้เห็นรองเท้าหนังส้นเตี้ยพับได้ในช่องด้านใน “ฉันเตรียมมา”
เขามอง แล้วพยักหน้าช้าๆ “ดี”
“คุณดูผิดหวัง”
“ผมหวังว่าจะจับคุณพลาดได้ง่ายกว่านี้”
“ต้องพยายามมากกว่านี้ค่ะ”
“ผมตั้งใจอยู่แล้ว”
คำตอบนั้นต่ำกว่าปกติเล็กน้อย และทิ้งความหมายไว้ในอากาศมากกว่าหนึ่งชั้น
มินตรารู้สึกความร้อนบางๆ แล่นขึ้นลำคอ เธอหันไปมองกระจกแทน “ฉันควรไปรอฝ่ายการเงินที่ไหน”
“ยังไม่ต้อง”
“คุณเพิ่งสั่งให้เขาส่งสัญญา”
“เขาจะส่งเข้ามือถือคุณ”
“แล้วฉันต้องทำอะไรระหว่างนี้”
จิรวัฒน์หยิบเสื้อสูทที่พาดไว้บนเก้าอี้ขึ้นมาถือ แต่ไม่สวม “อยู่ต่อ”
“เพื่ออะไร”
“ตรวจทางเดินจริง ไม่ใช่สไลด์”
“ตอนนี้?”
“หลังเวลางานปกติ”
“นี่เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาหรือเปล่า”
“ยังไม่ใช่”
“งั้นฉันคิดค่าล่วงเวลาแพง”
“ผมจ่ายได้”
“จากงบไหนคะ งบที่รั่วอยู่หรือเงินส่วนตัว”
เขาหัวเราะออกมาสั้นๆ คราวนี้มีเสียงจริง “คุณไม่หยุดเลยใช่ไหม”
“ถ้าหยุด ฉันคงไม่ได้สัญญา”
“คุณยังไม่ได้”
“แต่คุณจะให้”
จิรวัฒน์มองเธออย่างพิจารณา “ทำไมมั่นใจ”
“เพราะคุณเพิ่งตัดสายคนที่ไม่อยากให้ฉันได้”
เขาเงียบ
มินตราก้าวเข้าใกล้โต๊ะ หยิบปากกาที่ลืมไว้ขึ้นมาหมุนเล่น “และเพราะคุณอยากรู้ว่าไฟล์ที่ฉันอัปโหลดมีอะไรซ่อนอยู่”
แววตาเขาคมขึ้นทันที
“คุณยอมรับว่าซ่อน”
“ฉันบอกว่าคุณอยากรู้”
“คุณเล่นคำอีกแล้ว”
“คุณก็ชอบฟัง”
“ระวังนะ คุณนิศา”
ชื่อปลอมจากปากเขาฟังเหมือนทั้งหน้ากากและคำเตือน
“ระวังอะไรคะ”
เขาก้าวเข้ามาใกล้อีกนิด จนเธอต้องเงยหน้าขึ้นเพียงเล็กน้อย
“ระวังคนที่คุณคิดว่าเป็นประตู อาจเป็นกับดัก”
มินตราสบตาเขาโดยไม่ถอย “ฉันคุ้นกับกับดักค่ะ”
“แต่ไม่ใช่ทุกกับดักอยากฆ่าคุณทันที”
“บางกับดักแค่รอให้ฉันไว้ใจ?”
“บางกับดักก็รอให้คุณหยุดวิ่ง”
คำพูดนั้นเบาเกินกว่าจะเป็นธุรกิจ
เธอน่าจะตอบโต้ น่าจะทำให้บทสนทนากลับไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยของตัวเลขและสัญญา แต่ในชั่ววินาทีนั้น ความเหนื่อยล้าจากการเป็นคนตายที่ต้องสวมชื่อคนอื่นยืนอยู่กลางโรงแรมของศัตรู ทำให้เธออยากถามว่าเขาหมายถึงตัวเองหรือเธอ
แทนที่จะถาม เธอพูดว่า “ฉันหยุดไม่ได้”
สีหน้าเขาเปลี่ยนไปบางอย่าง “เพราะใครตามคุณอยู่”
“เพราะฉันตามใครบางคนอยู่”
“ธีรภัทร?”
“คุณชอบพูดชื่อเขาเองนะคะ”
“และคุณชอบทำเหมือนไม่ได้อยากให้ผมพูด”
“คุณจิรวัฒน์” เธอกดเสียงให้มั่นคง “ถ้าคุณพาฉันเดินตรวจหลังบ้าน คุณต้องรับได้ว่าฉันจะเห็นสิ่งที่คนในบ้านคุณไม่อยากให้เห็น”
“ผมไม่กลัวคุณเห็น”
“คุณกลัวอะไร”
เขามองไปยังประตูที่ผู้บริหารออกไป แล้วหันกลับมา
“ผมกลัวคุณเห็นแล้วไม่เข้าใจว่าคนผิดกับคนติดอยู่ในระบบเดียวกันไม่เหมือนกัน”
ประโยคนั้นแทงเข้ามาอย่างเงียบๆ
มินตรานึกถึง สุดา พันศรี ที่เคยกระซิบว่าไม่ใช่ทุกคนที่เงียบเพราะขายวิญญาณ บางคนเงียบเพราะยังต้องกิน ต้องส่งลูกเรียน ต้องรอเงินเกษียณ ต้องรอดจากคนที่มีอำนาจมากกว่ากฎหมาย
เธอนึกถึงคำเตือนอีกประโยคของ สุดา พันศรี ที่ทำให้เธอไม่เคยลืมป้ายผ้าขอบไหม้
*รหัสผู้ขายนั้นไม่ใช่ของใหม่ คุณหนู มันเคยอยู่ในโครงการไฟไหม้เก่า เขาเอาสต็อกเก่ามาปะกับของใหม่ ป้ายบางผืนเลยมีกลิ่นควันติดอยู่ ทั้งที่บอกว่าซื้อหลังสร้างโรงแรมใหม่แล้ว*
ผ้าจำทางกลับบ้านได้
เพราะบางครั้งบ้านไม่ได้อยู่บนที่ดิน
บ้านอยู่ในหลักฐานที่ไม่ยอมถูกซักจนสะอาด
เธอไม่อยากอ่อนลง
ไม่คืนนี้
“ฉันเข้าใจดีค่ะ” เธอตอบ “แต่คนติดอยู่ในระบบบางคนก็ช่วยให้ระบบฆ่าคนอื่นได้นานขึ้น”
จิรวัฒน์รับคำโดยไม่หลบ “ใช่”
คำเดียวของเขาหนักจนเธอไม่แน่ใจว่าเป็นการยอมรับแทนใคร
โทรศัพท์ของมินตราสั่น ข้อความจากฝ่ายการเงินแจ้งว่าสัญญาชั่วคราวถูกส่งเข้ามาแล้ว พร้อมลิงก์ลงนามดิจิทัล เธอกดเปิด อ่านเร็วๆ ข้อจำกัด สิทธิ์เข้าถึง ความรับผิดชอบ ข้อกำหนดความลับ ทุกบรรทัดคือเชือกที่อาจรัดคอเธอ แต่เธอเลือกเชือกเส้นนี้เอง
ด้านล่างเอกสารมีบรรทัดเล็กๆ เพิ่มเข้ามาจากฝ่ายกฎหมาย
**การใช้ข้อยกเว้น Night Ops Emergency Exception จะถูกรายงานต่อ พิมพ์ชนก เกิดแก้ว ภายในรอบตรวจสอบถัดไป**
มินตราเหลือบมองจิรวัฒน์
เขาเห็นบรรทัดนั้นแล้ว สีหน้าไม่เปลี่ยน
“มีปากกาไหม” เธอถาม
“ดิจิทัล”
“ฉันรู้ แค่อยากถามว่าคุณยังใช้ของเก่าเป็นไหม”
เขาหยิบปากกาหมึกซึมจากกระเป๋าเสื้อ ส่งให้ทั้งที่ไม่จำเป็น “ใช้เป็นบางอย่าง”
เธอรับมา ปลายนิ้วเฉียดมือเขาอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่มีแท็บเล็ตเป็นข้ออ้าง สัมผัสสั้นกว่าเดิม แต่กลับชัดกว่าเดิม ราวกับร่างกายทั้งสองจำการแตะครั้งแรกได้แล้ว
มินตราใช้ปากกาแตะหน้าจอเซ็นชื่อ **นิศา อรุณ** ลงไป เส้นลายเซ็นไหลลื่นเหมือนเป็นชื่อของเธอมาตลอดชีวิต ทั้งที่ทุกครั้งที่เขียน มันเหมือนการฝัง มินตรา สมบัติดี ลงไปลึกขึ้นอีกชั้น
เธอส่งปากกาคืน “เรียบร้อยค่ะ”
จิรวัฒน์รับไป “ยินดีต้อนรับสู่สยามคราวน์ แบงค็อก อย่างเป็นทางการ”
“ฟังเหมือนคำสาปมากกว่าคำต้อนรับ”
“ที่นี่มีสองอย่างปนกันบ่อย”
“คุณพูดเหมือนรู้”
“ผมทำงานกะกลางคืน”
“กลางคืนทำให้คนพูดความจริงมากขึ้น?”
“กลางคืนทำให้คนคิดว่าไม่มีใครเห็น”
มินตรามองเขา “แล้วคุณเห็นอะไร”
เขาหยุดครู่หนึ่ง ก่อนตอบ “มากพอจะไม่หลับดีมาหลายปี”
ฝนด้านนอกตกแรงขึ้น เสียงเม็ดฝนกระแทกกระจกกลบเสียงเมืองด้านล่างไปชั่วขณะ ในห้องประชุมที่เย็นเกินไป มินตรากลับรู้สึกอากาศหนาเหมือนล็อบบี้ตอนแรกที่มีกล้วยไม้เปียกฝนและกาแฟขม
จิรวัฒน์เดินไปเปิดประตู “เปลี่ยนรองเท้า เราจะลงลิฟต์บริการ”
“ไม่มีคนอื่นร่วมตรวจ?”
“ยังไม่”
“เสี่ยงนะคะ อยู่กับที่ปรึกษาที่คุณสงสัยสองต่อสองหลังเวลางาน”
เขาหันกลับมา ดวงตาเข้มและนิ่ง “ผมไม่ได้บอกว่าไม่เสี่ยง”
“แล้วทำไมทำ”
“เพราะผมอยากเห็นว่าคุณจะพยายามซ่อนอะไร ตอนคิดว่าไม่มีใครในห้องประชุมมองอยู่”
“และถ้าฉันไม่ซ่อน”
“งั้นผมจะเริ่มกลัวจริงๆ”
เธอเปลี่ยนรองเท้าช้าๆ โดยไม่ละสายตาจากเขานานเกินจำเป็น ส้นสูงคู่สวยถูกเก็บลงกระเป๋า พื้นเย็นหายไป แต่ความรู้สึกเหมือนเดินบนขอบแก้วยังอยู่
เมื่อเธอยืนขึ้น จิรวัฒน์กดปิดไฟห้องประชุมครึ่งหนึ่ง แสงเมืองลอดเข้ามาแทน ไฟจากเรือบนแม่น้ำเคลื่อนผ่านกระจกเหมือนสัญญาณลับ
เขายื่นบัตรผ่านชั่วคราวให้เธอ “คล้องไว้”
มินตรารับมา “สีแดงหมายถึงอะไร”
“เข้าพื้นที่จำกัดโดยมีผู้ดูแลเท่านั้น”
“ผู้ดูแลคือคุณ?”
“คืนนี้ ใช่”
“แล้วถ้าฉันหลง”
“อย่าหลง”
“คำแนะนำยอดเยี่ยมมากสำหรับผู้อำนวยการปฏิบัติการ”
“ผมไม่ชอบเสียเวลาหาคนที่ตั้งใจหาย”
มินตราชะงักไปนิดเดียว เขาเห็นอีกเช่นเคย
“คุณคิดว่าฉันจะหาย?”
“ผมคิดว่าคุณมีแผนสำรองอย่างน้อยสามแผน และหนึ่งในนั้นคือทิ้งผมไว้หน้าลิฟต์”
“สองแผนค่ะ”
“แปลว่าแผนที่สามเพิ่งกำลังคิด”
“คุณพูดมากกว่าที่แฟ้มบอกเหมือนกัน”
เขาก้าวออกไปในโถง “แฟ้มผมใครเขียน”
“คนที่ไม่ชอบคุณ”
“งั้นคงเขียนยาว”
เธอหลุดยิ้มก่อนจะหยุดตัวเองได้
จิรวัฒน์เห็น แต่ไม่ทัก
ทั้งสองเดินไปตามโถงผู้บริหารที่เงียบกริบ พรมดูดเสียงฝีเท้า ไฟผนังส่องนวลจนทุกอย่างดูแพงและไร้รอยเปื้อน มินตรารู้ว่าหลังประตูลับอีกไม่กี่บาน โลกอีกใบกำลังวิ่งวุ่น เสื้อผ้าถูกรีด อาหารถูกจัดจาน คนงานกลืนน้ำลายกับคำสั่งใหม่ ห้องสูทถูกตรวจซ้ำสามรอบ และหลักฐานบางชิ้นอาจกำลังถูกย้ายก่อนเธอไปถึง
ต้องเร็ว
แต่จังหวะก้าวของจิรวัฒน์ไม่เร่งเกิน เขาเดินเหมือนคนรู้ว่าตึกนี้มีหู และบางครั้งการไม่รีบคือวิธีทำให้คนอื่นเผยตัว
กลางโถง กระจกบานยาวเปิดให้เห็นเมืองที่เปียกฝน แสงไฟรถบนถนนด้านล่างไหลเป็นเส้นแดงขาวเหมือนกราฟหัวใจที่ยังไม่ยอมตาย เสียงกรุงเทพฯ ลอยขึ้นมาบางมาก—แตรรถหนึ่งครั้ง เสียงเรือไกลๆ เสียงฝนกระทบขอบโลหะ
มินตราหยุดเพียงครึ่งก้าว ไม่พอให้เรียกว่าหยุดพัก แต่พอให้ร่างกายจำได้ว่าเธอยังมีปอด ไม่ใช่แค่ไฟล์ เอกสาร และชื่อปลอม
“เหนื่อย?” จิรวัฒน์ถามโดยไม่หันมา
“กำลังนับทางหนีค่ะ”
“ทางหนีที่ดีไม่ใช่ทางที่เร็วที่สุด”
“แล้วคืออะไร”
“ทางที่พาคนอื่นออกไปด้วยได้”
เธอมองด้านข้างใบหน้าเขา ในแสงนวลของโถงผู้บริหาร เขาดูไม่เหมือนทายาทตระกูลที่เธอฝึกเกลียดมาหลายปี แต่เหมือนคนเฝ้าประตูที่รู้ดีว่าถ้าประตูเปิดผิดบาน คนข้างล่างจะถูกเหยียบก่อนเสมอ
มินตราไม่ตอบ
เพราะคำตอบบางอย่างถ้าพูดออกมา จะทำให้ไฟในอกเธอเปลี่ยนทิศ
“คุณจะเริ่มถามใครที่ซักรีด” เขาถามขณะกดลิฟต์บริการ
“คนที่ลงชื่อรับผ้า”
“หัวหน้าชั้น?”
“อาจจะ”
“คุณควรรู้ว่าแผนกนั้นกดดันมาก คืนนี้อย่าทำให้พนักงานตกใจโดยไม่จำเป็น”
“คุณปกป้องพนักงานดีจัง”
“ใครสักคนต้องทำ”
“แล้วใครปกป้องหลักฐาน”
เขาหันมา “นั่นคือเหตุผลที่คุณอยู่ที่นี่ไม่ใช่หรือ”
ประตูลิฟต์เปิดออกด้านในเป็นเหล็กขัด ไม่มีพรม ไม่มีกลิ่นกาแฟ ไม่มีดอกกล้วยไม้ มีเพียงกลิ่นโลหะ น้ำยาฆ่าเชื้อ และอากาศอับของพื้นที่ที่แขกไม่เคยเห็น
มินตราก้าวเข้าไป จิรวัฒน์ตามเข้ามา พื้นที่แคบลงทันที ประตูลิฟต์ปิด เหลือพวกเขาสองคนกับเสียงเครื่องจักรเคลื่อนลง
ตัวเลขชั้นลดลงช้าๆ
สามสิบสอง
สามสิบเอ็ด
สามสิบ
เขาพูดโดยไม่มองเธอ “ไฟล์ที่คุณอัปโหลดมีหนึ่งไฟล์ที่ชื่อไม่เข้ากับโครงสร้างรายงาน”
ชีพจรเธอกระตุก แต่ใบหน้ายังนิ่ง “คุณดูเร็ว”
“ผมบอกแล้วว่าดูเอง”
“แล้วคุณคิดว่าไฟล์นั้นคืออะไร”
“เหยื่อ”
“สำหรับใคร”
“ยังไม่รู้” เขาหันมามอง “แต่ถ้าคุณวางเหยื่อในระบบผม ผมต้องรู้ว่าคุณตั้งใจล่อปลา หรือจุดไฟเผาบ่อ”
มินตราสบตาเขาในแสงลิฟต์สีซีด “ถ้าบ่อซ่อนศพไว้ข้างล่างล่ะคะ”
คำถามนั้นทำให้ความเงียบขยายออก
ลิฟต์เคลื่อนลงต่อ
จิรวัฒน์ลดเสียงลงต่ำจนแทบกลืนไปกับเสียงเครื่องจักร “งั้นอย่าลงไปคนเดียว”
ประโยคนั้นไม่ใช่คำสั่ง ไม่ใช่คำขอร้อง แต่เป็นสิ่งที่อันตรายกว่าทั้งสอง—ความห่วงใยที่เขายังไม่ยอมรับว่ามี
มินตรามองเลขชั้นที่ลดลงเรื่อยๆ
ยี่สิบสี่
ยี่สิบสาม
ยี่สิบสอง
เธอนึกถึงเป้าหมายของคืนเปิดตัว นึกถึงแพ็กเกจคำถามที่จะต้องเปิดห่วงโซ่การทรยศทีละข้อ นึกถึงชื่อ ธีรภัทร สุธรรม ที่ต้องถูกลากออกมาจากเงา นึกถึงหลักฐานสุดท้ายที่เธอยังเข้าไม่ถึง และผู้ชายข้างๆ ที่อาจเป็นกุญแจ
หรือกรง
“ฉันไม่สัญญา” เธอพูด
จิรวัฒน์มองเธอ “ผมก็ไม่ได้ขอคำสัญญา”
“แล้วขออะไร”
ลิฟต์ชะลอใกล้ชั้นบริการ เสียงเบรกเสียดเบาๆ เหมือนลมหายใจของตึก
เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย เสียงต่ำ มีบางอย่างไม่ได้พูดซ่อนอยู่ใต้ทุกคำ
“อยู่หลังเวลางานกับผม คุณนิศา เดินตรวจให้จบ แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเชื่อผมหรือใช้ผม”
ประตูเหล็กเปิดออก
ความร้อนจากชั้นบริการพุ่งเข้ามาพร้อมกลิ่นผ้าเปียก ไอน้ำ น้ำยาซัก และความลับเก่าที่กำลังตื่น
รถเข็นผ้าคันหนึ่งถูกเข็นผ่านหน้าลิฟต์พอดี ผ้าปูโต๊ะสีขาวพับเป็นตั้งสูงจนเกือบบังหน้าคนเข็น มุมผ้าผืนบนสุดมีป้ายผ้าเล็กๆ เย็บติดอยู่ ขอบป้ายเป็นสีน้ำตาลคล้ำเหมือนเคยถูกความร้อนเลียผ่าน ตัวอักษรบนรหัสจาง แต่ยังพอมองเห็นโครงเดิม
มินตราหยุดหายใจไปครึ่งจังหวะ
จิรวัฒน์เห็น
“คุณรู้จักป้ายนั้น?” เขาถาม
เธอไม่ตอบทันที เพราะกลิ่นผ้าสะอาดที่ปะทะหน้าไม่ได้พาเธอกลับบ้านอย่างที่เคยคิด มันพาเธอกลับไปยังห้องซักเก่าที่ไม่มีใครยอมพูดถึง ไปยังสต็อกตกค้าง ไปยังรหัสผู้ขายที่ไม่ควรฟื้นขึ้นมาในโรงแรมใหม่
ทางกลับบ้านไม่ใช่ที่ดิน
ไม่ใช่อาคาร
ไม่ใช่ชื่อบนป้ายทอง
ทางกลับบ้านคือหลักฐานที่ยังมีรอยไหม้และยังไม่ยอมตาย
มินตราก้าวออกไปก่อน
“ฉันอาจทำทั้งสองอย่างค่ะ”
จิรวัฒน์เดินตามมาใกล้พอที่เธอได้กลิ่นโคโลญของเขาตัดผ่านไอน้ำอีกครั้ง
“งั้นผมจะทำให้คุณต้องเลือกภายในสามวัน”