หลังเที่ยงคืนของคืนนั้น กมลวรรณ ประเสริฐสุขไม่ได้กลับบ้านทันที
เธอยืนอยู่หน้าจอเตือนภัยในห้องทำงานชั้นสูงเหนือกรุงเทพฯ จนแถบสีแดงหยุดกะพริบเองตามรอบระบบ ไม่ใช่เพราะเหตุการณ์จบ แต่เพราะเครื่องจักรเย็นชาพอจะทำให้ความผิดปกติกลายเป็นรายการหนึ่งใน log เธอส่งคำสั่งด้วยข้อความสั้น ๆ ถึงทีมกฎหมายและทีมไอทีเวรกลางคืน ให้เก็บหลักฐานแบบเงียบ ห้ามแตะไฟล์ต้นทาง ห้ามบล็อกเส้นทางออก และห้ามใช้คำว่า “รั่วไหล” ในช่องสื่อสารภายในใด ๆ จนกว่าเธอจะอนุมัติเอง
หัวหน้าทีมไอทีตอบกลับเกือบทันที เขาเป็นคนที่ทุกครั้งก่อนอธิบายปัญหาจะถอดแว่นออกมาเช็ดหนึ่งรอบเสมอ แต่ในข้อความคืนนั้นไม่มีความตื่นตระหนกเลย มีเพียงประโยคสั้น ๆ ว่า **ติดตามได้ แต่ถ้าบล็อกตอนนี้ อีกฝ่ายจะรู้ตัวครับ** กมลวรรณ ประเสริฐสุขอ่านประโยคนั้นสองครั้ง แล้วสั่งให้เขาเปิด silent log ทั้งหมด เก็บ snapshot ของระบบทุกสิบห้านาที และรายงานเฉพาะเธอโดยตรง
ตีหนึ่งกว่า โทรศัพท์ของเธอสั่นอีกครั้ง
ข้อความจากธีรวัฒน์ แสงสุขเข้ามาโดยไม่มีคำทักทายยาว เขาเขียนเพียงว่า **ผมจะไม่แตะระบบของคุณนอกขอบเขตที่คุณอนุญาต แต่ถ้ามีการแก้ไฟล์หลังจากผมออกมา ผมจะถือว่ามันเป็นหลักฐานที่กำลังเคลื่อน ไม่ใช่หลักฐานที่นอนนิ่ง** บรรทัดต่อมาสั้นกว่าเดิม **คืนนี้อย่ารีบทำให้คนรั่วรู้ว่าคุณรู้**
เธอไม่ได้ตอบทันที
แต่เมื่อฟ้าสาง เธอส่งที่อยู่ทาวน์เฮาส์ เวลา และตำแหน่งที่นั่งบนโต๊ะอาหารให้เขา พร้อมคำสั่งเดียวว่า **มาคนเดียว**
เขาตอบกลับเพียงสองคำ
**รับทราบ**
ฝนเริ่มตกตั้งแต่หัวค่ำ และเมื่อถึงเวลาที่ธีรวัฒน์ แสงสุขมาถึงทาวน์เฮาส์ของกมลวรรณ ประเสริฐสุขแถวเอราวัณ น้ำฝนก็ลากเส้นยาวลงมาตามบานหน้าต่างสูงของห้องรับประทานอาหารส่วนตัว ราวกับมีใครใช้พู่กันเปียกปาดกรุงเทพฯ ให้พร่าเลือนจากอีกฝั่งของกระจก
โต๊ะอาหารยาวถูกจัดไว้สำหรับสองที่นั่งเท่านั้น
จานกระเบื้องขาวขอบทอง ช้อนส้อมวางเรียงตรงเกินมนุษย์ ผ้าเช็ดปากพับเป็นทรงคมกริบ และเมนูชิมห้าคอร์สที่ถูกเสิร์ฟมาแล้วสองจานโดยไม่มีใครแตะต้องจริงจัง ซอสสีเข้มเริ่มจับผิวบางบนเนื้อปลา อุณหภูมิของอาหารลดลงช้า ๆ ขณะที่เรื่องอื่นในห้องกลับร้อนขึ้นทีละองศาโดยไม่ต้องมีเปลวไฟ
กมลวรรณ ประเสริฐสุขนั่งอยู่หัวโต๊ะด้านหนึ่ง เธอไม่ได้อยู่ในสูททำงาน แต่เลือกเดรสสีดำแขนยาว เนื้อผ้าทิ้งตัวนิ่งจนทุกการขยับของเธอดูถูกคำนวณไว้ก่อน เส้นผมรวบต่ำ เปิดลำคอและนาฬิกาข้อมือเรือนบางสีทองขาวที่แนบอยู่กับผิวอย่างพอดี
ธีรวัฒน์ แสงสุขนั่งอยู่ทางขวาของเธอ ไม่ใช่ตรงข้าม
ตำแหน่งนั้นเธอเป็นคนกำหนดในข้อความเมื่อเช้า
เขาอ่านแล้วตอบสั้น ๆ ว่า รับทราบ
กมลวรรณ ประเสริฐสุขยังจำได้ว่าตัวเองมองคำสองคำนั้นนานเกินควร ทั้งที่มันไม่มีความหมายอื่นนอกจากการรับทราบ แต่คืนนี้ เมื่อเขานั่งอยู่ใกล้พอให้เธอเห็นหยดน้ำที่ยังเกาะปลายผมหลังเดินผ่านฝนเข้ามา เธอก็พบว่าการจัดระยะห่างในห้องจริงยากกว่าการจัดในข้อความมาก
“คุณมาช้าสี่นาที” เธอพูด
ธีรวัฒน์ แสงสุขปลดกระดุมเสื้อสูทเมื่อนั่ง แต่ไม่ถอดเสื้อ เขามองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง “ผมถึงประตูบ้านคุณตรงเวลา”
“ถึงโต๊ะช้า”
“คุณให้คนของคุณตรวจโทรศัพท์ กระเป๋า และแฟ้มของผมสองรอบ”
“ฉันให้ตรวจครั้งเดียว”
“ครั้งที่สองเขาเรียกว่าขอความร่วมมือ”
“แล้วคุณร่วมมือไหม”
“ผมยืนให้เขาดูทุกช่องที่อยากดู ยกเว้นไฟล์ที่เข้ารหัส”
คนรับใช้ที่ยืนอยู่ใกล้ประตูหลุบตาลงทันทีเหมือนไม่อยากมีตัวตนในประโยคนั้น แต่ปลายนิ้วที่แตะถาดเงินสั่นเบา ๆ จนช้อนชากระทบกันเสียงใสครั้งหนึ่ง เขากลืนน้ำลาย แล้วกลับมายืนนิ่งอย่างมืออาชีพเกินวัยของตัวเอง
กมลวรรณ ประเสริฐสุขเห็น แต่ทำเหมือนไม่เห็น
ธีรวัฒน์ แสงสุขก็เห็น และเลือกไม่ทำให้คนที่ถูกสั่งทำงานกลายเป็นโล่ของบทสนทนานี้
“คุณพกไฟล์เข้ารหัสมาที่โต๊ะอาหารของฉัน?” เธอถาม
“คุณเชิญผู้ตรวจสอบมาที่โต๊ะอาหารของคุณ”
“คืนนี้ฉันไม่ได้เชิญผู้ตรวจสอบ”
“งั้นคุณเชิญใคร”
กมลวรรณ ประเสริฐสุขยกแก้วน้ำขึ้น แต่ไม่ได้ดื่มทันที เธอปล่อยให้ขอบแก้วแตะริมฝีปากเพียงครู่หนึ่ง ก่อนวางกลับลงบนแผ่นรองแก้วหินอ่อนสีซีด
“คนที่บอกว่าจะส่งข้อความเรื่องวิธีปฏิบัติของตัวเอง”
“ผมส่งแล้ว”
“ยาวมาก”
“ผมพยายามไม่ให้คุณตีความเอง”
“คุณเขียนเหมือนคู่มือเครื่องมือแพทย์”
“ดีกว่าเขียนเหมือนบทกวีแล้วทำให้ใครเจ็บ”
คำว่าเจ็บทำให้มีช่องว่างบาง ๆ เกิดขึ้นระหว่างพวกเขา
ไม่ใช่ช่องว่างทางกาย เพราะเก้าอี้ของเขายังอยู่ในระยะเดิม แต่เป็นช่องว่างที่บังคับให้ทั้งคู่ระวังภาษา
กมลวรรณ ประเสริฐสุขมองเขาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เขานั่งลงเต็มตา “คืนนี้จะไม่มีใครเจ็บถ้าเราทำตามที่ตกลงไว้”
“การทำตามที่ตกลงไว้ต้องเริ่มจากพูดให้ตรงกัน”
“ฉันจึงจัดโต๊ะนี้ไว้”
“โต๊ะอาหาร?”
“พื้นที่ที่ไม่มีเอกสารบริษัท ไม่มีทีมกฎหมาย ไม่มีบอร์ด ไม่มีคนคอยบันทึกการประชุม”
เขากวาดตามองจานที่เย็นลง “แต่มีอาหารที่คุณไม่ได้ตั้งใจให้ใครกิน”
“ฉันตั้งใจให้กิน”
“คุณยังไม่ได้แตะอะไรเลยตั้งแต่ผมนั่งลง”
เธอชะงักเล็กน้อย “คุณนับด้วยหรือ”
“ผมเห็นมากกว่า ผมไม่อยากสอนคุณกินข้าว”
“ดี เพราะฉันไม่ชอบถูกสอน”
“ผมแค่จำไว้”
คำตอบนั้นอ่อนกว่าการโต้เถียง และน่ารำคาญกว่าคำท้าทาย เพราะมันทำให้เธอรู้ว่าเขามองเห็นความเหนื่อยล้าของเธอโดยไม่เอามันมาเป็นอาวุธ
โทรศัพท์ของธีรวัฒน์ แสงสุขสั่นเบา ๆ ครั้งหนึ่งบนโต๊ะ
เขาเหลือบมอง แต่ไม่หยิบ
กมลวรรณ ประเสริฐสุขเห็น “งาน?”
“อาจใช่”
“ไม่ดู?”
“ตอนนี้คุณกำลังวางกติกา”
“ถ้ามันสำคัญล่ะ”
“มันจะสั่นอีก”
เธอมองโทรศัพท์สีดำที่นิ่งลงแล้ว ความผิดปกติของเซิร์ฟเวอร์เมื่อคืนเหมือนถูกกดไว้ใต้ผ้าปูโต๊ะสีขาว ไม่หายไป เพียงยังไม่ถูกเปิดฝา
“งั้นเริ่มจากภาษา” เธอพูด
“เชิญ”
“คืนนี้ ถ้าฉันบอกให้คุณทำอะไร คุณมีสิทธิ์ตอบได้สามแบบ” เธอวางมือบนโต๊ะ ฝ่ามือคว่ำ นิ้วเรียงสบายแต่แน่นในความหมาย “หนึ่ง ทำ สอง ปฏิเสธพร้อมเหตุผล สาม ขอหยุดเพื่ออธิบายความไม่สบายใจ”
“ไม่ใช่แค่คืนนี้” เขาพูด
“หมายความว่า?”
“ถ้าคุณต้องการให้ผมเชื่อว่าคุณไม่ใช้ตำแหน่งซีอีโอซ้อนทับในห้องนี้ คุณต้องรับสามทางเลือกนั้นทุกครั้งที่เราอยู่กันสองคนในรูปแบบนี้”
“คุณยังต่อรองตั้งแต่ประโยคแรก”
“ผมกำลังทำให้ประโยคแรกมีประโยชน์”
เธอจับก้านแก้วน้ำ หมุนช้า ๆ ให้แสงจากโคมเหนือโต๊ะวิ่งไปตามขอบแก้ว “ตกลง ทุกครั้งที่เรากำหนดพื้นที่ส่วนตัวกันชัดเจน คุณมีสามคำตอบนั้น”
“และคุณก็มีเหมือนกัน”
“ฉัน?”
“ใช่”
“คุณคิดว่าฉันต้องใช้?”
“ผมคิดว่าคนที่มีอำนาจมากมักลืมว่าตัวเองก็ถอนตัวได้”
กมลวรรณ ประเสริฐสุขเผลอยิ้มเย็นเกินไป “หรือคุณคิดว่าฉันเป็นคนประเภทที่ต้องมีคนอื่นมาสอนว่าอะไรควรหยุด”
ประโยคนั้นออกไปเร็วกว่าที่เธอตั้งใจ
ธีรวัฒน์ แสงสุขไม่หลบสายตา แต่ความนิ่งของเขาเปลี่ยนไปนิดเดียว ไม่ใช่เพราะถูกแทงเจ็บ หากเพราะเขาเห็นว่าเธอเพิ่งป้องกันตัวด้วยมีดที่ไม่จำเป็นต้องชักออกมา
กมลวรรณ ประเสริฐสุขได้ยินเสียงตัวเองชัดเกินไป
เธอวางแก้วน้ำลง หยุดมือทั้งสองข้างไว้บนโต๊ะ แล้วสูดลมหายใจสั้น ๆ
“ประโยคนั้นไม่ยุติธรรม” เธอพูด
ธีรวัฒน์ แสงสุขยังไม่ตอบ
“ฉันขอโทษ” เธอกล่าวต่อ คราวนี้ไม่ใช่น้ำเสียงสำหรับห้องประชุม “ฉันป้องกันตัวเร็วเกินไป”
ธีรวัฒน์ แสงสุขพยักหน้าอย่างช้า ๆ “รับไว้”
“อย่าทำเสียงเหมือนลงบันทึกการประชุม”
“ผมกำลังพยายามไม่ทำให้คุณรู้สึกแย่กว่านี้”
“สายไปนิดหนึ่ง”
“งั้นผมจะไม่ขยายความ”
ประโยคนั้นไม่ใช่การปลอบ และไม่ใช่การตำหนิ แต่มันวางอยู่ระหว่างพวกเขาเหมือนเครื่องมือคมที่ต้องจับให้ถูกด้าน
“รหัสสำหรับหยุดทันที” เธอพูด “ฉันเสนอคำว่า ‘แก้วมรกต’”
ธีรวัฒน์ แสงสุขละสายตาจากจานปลาไปที่เธอ “ทำไมคำนั้น”
“เพราะมันไม่ใช่คำที่เราจะพูดหลุดในบทสนทนาปกติ”
“และเพราะอยู่ใกล้เอราวัณ?”
“คุณชอบหาความหมายเกินจำเป็น”
“คุณชอบซ่อนความหมายแล้วทำเหมือนไม่ได้ซ่อน”
เธอยอมให้มุมปากเคลื่อนเล็กน้อย คราวนี้ไม่ใช่รอยยิ้มสำหรับงานสังคม แต่เป็นการอนุญาตให้ความพอใจผ่านออกมานิดเดียว
“พูดรหัสนั้นให้ฉันฟัง” เธอสั่ง
เขาไม่พูด
ฝนกระทบกันสาดด้านนอกดังถี่ขึ้น เหมือนมีใครโปรยเม็ดแก้วใส่หลังคาโลหะ อาหารจานที่สองถูกยกมาเมื่อสิบนาทีก่อน ตอนนี้ควันสุดท้ายหายไปแล้ว เหลือแต่ความเงางามของซอสที่เริ่มหนืด
กมลวรรณ ประเสริฐสุขวางแก้วน้ำลง “ธีรวัฒน์ แสงสุข”
“ผมได้ยิน”
“งั้นพูด”
“ยังไม่ได้”
คำเดิมในรูปแบบใหม่ทำให้เลือดใต้ผิวเธอเต้นแรงขึ้น เธอมองเขาอย่างระวังมากขึ้น
“คุณปฏิเสธคำสั่งแรกของคืนนี้?”
“ผมใช้ทางเลือกที่สอง”
“เหตุผล”
เขายื่นมือไปหยิบแก้วน้ำของตัวเอง ดื่มเพียงนิดเดียว แล้ววางกลับ “เพราะผมยังไม่ได้รับข้อมูลที่คุณบอกว่าจะให้ผมก่อนเริ่ม”
“ฉันส่งไฟล์ที่ขอไปแล้ว”
“คุณส่งหน้ารวมยอด หน้าอนุมัติปลอม และตารางเปรียบเทียบการชำระเงิน”
“นั่นคือส่วนที่เกี่ยวข้องกับรายงานที่ถูกแก้ไข”
“ไม่ครบ”
เธอหยุดนิ่ง
“คุณหมายถึงอะไร”
ธีรวัฒน์ แสงสุขหยิบโทรศัพท์ออกจากด้านในเสื้อสูท วางบนโต๊ะโดยหงายหน้าจอลง ไม่เปิด ไม่แตะต่อ แค่ให้เธอเห็นว่ามันอยู่ตรงนั้น
“ไฟล์รายงานที่ผมตรวจเมื่อคืนถูกแก้หลังจากผมออกจากออฟฟิศคุณ”
“ใครแก้”
“บัญชีผู้ใช้ของดารินทร์ ชัยพฤกษ์ถูกใช้เข้าระบบตอนตีสองสิบเจ็ด”
“ถูกใช้?”
“ผมยังไม่พูดว่าเธอเป็นคนทำ”
“แต่คุณคิดว่าเกี่ยว”
“ผมคิดว่าคนที่แก้รู้ว่าผมดูอะไรอยู่”
“แก้ตรงไหน”
“รายการค่าโลจิสติกส์สองบรรทัดถูกเปลี่ยนรหัสโครงการ และไฟล์แนบหนึ่งชุดหายจากดัชนี”
“หายจริง หรือถูกย้าย”
“ถูกย้ายไปโฟลเดอร์ที่คนภายนอกอย่างผมไม่ควรเห็น”
“แต่คุณเห็น”
“ระบบทิ้งรอยทางไว้”
“คุณมีสำเนา?”
“มี”
“อยู่ที่ไหน”
“ปลอดภัย”
เธอหัวเราะผ่านลมหายใจทางจมูกครั้งเดียว “คุณตั้งใจยั่วโมโหฉัน”
“ผมตั้งใจให้คุณเข้าใจว่าคืนนี้ไม่ได้เริ่มด้วยผ้าปูโต๊ะและเมนูชิม มันเริ่มตั้งแต่มีคนเข้าไปเปลี่ยนข้อมูลหลังเราแยกกัน”
“ฉันรู้ว่ามีการแก้”
คราวนี้เป็นเขาที่เงียบ
กมลวรรณ ประเสริฐสุขเอื้อมมือไปหยิบซองบางสีเทาเข้มจากเก้าอี้ว่างข้างตัว เธอไม่ได้ซ่อนไว้ไกล มันอยู่ในห้องนี้มาตลอด เพียงแต่ไม่อยู่บนโต๊ะ
ธีรวัฒน์ แสงสุขมองซองนั้น “นั่นคือสิ่งที่ผมขอ”
“นั่นคือสิ่งที่ฉันยังไม่แน่ใจว่าคุณควรเห็น”
“เพราะมันทำให้คุณดูแย่?”
“เพราะมันทำให้คนทั้งบริษัทดูแย่ ถ้าถูกวางในมือผิดคน”
“แล้วตอนนี้มือผมถูกหรือผิด”
เธอแกะซองอย่างช้า ๆ ดึงกระดาษสองแผ่นออกมา แผ่นแรกเขาเคยเห็นแล้วในไฟล์ที่เธอส่งให้ ส่วนแผ่นที่สองมีรอยพับตรงมุมบน รอยปากกาสีแดง และตารางการชำระเงินที่ถูกแยกออกจากบัญชีหลัก
“ก่อนฉันให้คุณดู” เธอพูด “คุณต้องทำสิ่งที่ฉันขอ”
“พูดรหัส?”
“ไม่” เธอยื่นมือซ้ายออกไปตรงกลางระหว่างพวกเขา ฝ่ามือหงาย “ถอดนาฬิกาของคุณ แล้ววางในมือฉัน”
เขามองมือเธอ
นาฬิกาของธีรวัฒน์ แสงสุขเป็นเรือนเหล็กธรรมดา หน้าปัดสีเข้ม มีรอยขีดข่วนเล็ก ๆ ตรงขอบ ไม่ใช่ของแพงแบบที่คนในงานเลี้ยงทุนทรัพย์จะสนใจ แต่มันอยู่กับข้อมือเขาอย่างเป็นธรรมชาติ เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานมากกว่าของประดับ
“ทำไมต้องนาฬิกา”
“เพราะฉันต้องการให้คุณส่งเวลาของคุณเข้ามาในพื้นที่ของฉัน”
“ฟังเหมือนประโยคที่คุณเตรียมมา”
“ฉันเตรียมหลายประโยค”
“อันนี้คุณชอบที่สุด?”
“อันนี้จำเป็นที่สุด”
เขามองเธออีกครั้ง คราวนี้นานกว่าเดิม ไม่ใช่การประลองสายตา แต่เป็นการอ่านสัญญาณเล็ก ๆ จากข้อมือ จากท่าทาง จากการเลือกใช้คำว่าเวลาแทนคำว่าอำนาจ
“ถ้าผมถอด” เขาพูด “คุณจะให้ผมดูหน้าที่สอง?”
“ใช่”
“ทั้งหมด?”
“คุณจะได้อ่านตรงนี้”
“เอาไปตรวจต่อได้ไหม”
“ยังไม่ได้”
“งั้นไม่พอ”
เธอดึงมือกลับครึ่งนิ้ว แต่หยุดทัน “คุณอยากได้อะไรอีก”
“ก่อนผมวางนาฬิกาในมือคุณ คุณถอดของคุณก่อน”
ความเงียบคราวนี้มีเสียงฝนหนุนอยู่ด้านหลัง
กมลวรรณ ประเสริฐสุขค่อย ๆ หันข้อมือของตัวเอง ดูนาฬิกาเรือนทองขาวที่แนบอยู่กับผิว เธอไม่ได้คาดเรือนนี้เพราะมันแพงที่สุด เธอคาดเพราะมันเป็นนาฬิกาที่ใช้ในวันประชุมสำคัญ วันเซ็นสัญญากู้ วันเจรจาซื้อวัตถุดิบชุดแรกหลังรับตำแหน่ง และวันที่เธอยืนต่อหน้าพนักงานทั้งบริษัทหลังบิดาเสียชีวิต
ธีรวัฒน์ แสงสุขไม่รู้เรื่องเหล่านั้น
หรืออาจรู้บางส่วนจากการสังเกต
นั่นยิ่งทำให้คำขอของเขาอันตรายขึ้น
“คุณกลับทิศของพิธีเปิดฉัน” เธอกล่าว
“ผมขอให้มันมีสองทาง”
“คุณไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่จะขอ”
“ผมอยู่ในตำแหน่งที่จะไม่เริ่ม”
“คุณใช้หน้าที่สองเป็นเงื่อนไข”
“คุณเป็นคนถือมันไว้”
“เพราะมันเป็นเอกสารของบริษัทฉัน”
“และรหัสหยุดเป็นเสียงของผม”
เธอหายใจเข้าผ่านจมูก ช้าและเงียบ ก่อนปล่อยออกโดยไม่ให้ไหล่ไหว “คุณไม่ไว้ใจฉัน”
“ผมกำลังพยายาม”
“ด้วยการบังคับให้ฉันถอดนาฬิกา?”
“ด้วยการขอให้คุณทำสิ่งที่คุณขอจากผมในความหมายเดียวกัน”
“คุณไม่รู้ความหมายของเรือนนี้”
“งั้นบอกผม”
คำขอนั้นต่างจากการซักถาม มันทำให้เธอระวังยิ่งกว่าเดิม
“พ่อฉันเป็นคนใส่มันให้ในเช้าวันที่ฉันขึ้นมารับตำแหน่งแทนเขา” เธอพูดในที่สุด เสียงเบากว่าที่เธอตั้งใจ “เขาบอกว่าเวลาของบ้านนี้จะเดินต่อ ถ้าฉันไม่ปล่อยให้คนอื่นหมุนเข็มแทน”
ธีรวัฒน์ แสงสุขไม่พูดแทรก
ความเงียบของเขาทำให้เธอรู้สึกเปลือยกว่าคำถามใด ๆ
“พอแล้ว” เธอตัดบท
“รับทราบ”
เขาไม่ผลักต่อ แต่การไม่ผลักต่อกลับทำให้เธอรู้สึกถูกวางอยู่บนขอบที่ต้องเลือกเอง
“ถ้าฉันถอดก่อน” เธอพูด “คุณจะไม่ตีความว่าเป็นการยอมแพ้”
“ผมจะตีความว่าเป็นการเริ่มพร้อมกัน”
“คำพูดสวย”
“ความจริงมักต้องใช้คำพูดที่พอทนได้”
“แล้วถ้าฉันไม่ถอด”
“ผมจะอ่านหน้าที่สองในฐานะผู้ตรวจสอบเมื่อคุณพร้อมให้ตามกระบวนการ ไม่ใช่คืนนี้ในฐานะคนที่คุณเชิญมา”
“คุณขู่จะทำให้คืนนี้ล้มเหลว”
“ผมกำลังบอกผลลัพธ์”
เธอใช้ปลายนิ้วปลดสายล็อกนาฬิกา
เสียงโลหะคลายตัวเบามาก แต่ธีรวัฒน์ แสงสุขได้ยิน เขาไม่ขยับมือเข้าหา ไม่ช่วย ไม่เร่ง เพียงรอให้เธอถอดมันออกด้วยตัวเอง
นาฬิกาออกจากข้อมือเธอแล้ว ทิ้งรอยสีจางบนผิวที่เคยถูกสายเรือนกดไว้ตลอดวัน เธอถือมันเหนือฝ่ามือเขา
“ถ้าคุณทำตก” เธอกล่าว
“ผมจะรับผิดชอบ”
“คุณไม่มีเงินพอซื้อเรือนใหม่”
“ผมไม่ได้พูดเรื่องซื้อ”
“งั้นรับผิดชอบยังไง”
“ด้วยการไม่ทำตกตั้งแต่แรก”
เธอปล่อยนาฬิกาลงบนฝ่ามือเขา
นิ้วของเขาปิดรอบเรือนนาฬิกาอย่างระมัดระวัง ไม่แน่นพอจะครอบครอง ไม่หลวมพอจะละเลย เขาหลุบมองมันเพียงครู่เดียว แล้วเงยขึ้น
“แก้วมรกต” เขาพูด
เสียงของเขาไม่ดัง แต่ชัดจนกลบฝนได้ชั่ววินาที
กมลวรรณ ประเสริฐสุขรู้สึกเหมือนบางสิ่งในห้องเปลี่ยนตำแหน่ง ไม่ใช่เธอชนะ ไม่ใช่เขายอม แต่ทั้งสองฝ่ายเพิ่งยอมให้พิธีของอีกฝ่ายหายใจในพื้นที่เดียวกัน
“อีกครั้ง” เธอพูด
“แก้วมรกต”
“ถ้าคุณพูดคำนั้น ฉันจะหยุดสิ่งที่กำลังทำทันที ถอยออกจากระยะที่แตะตัวคุณได้ และถามว่าคุณต้องการอะไรต่อ”
“และถ้าคุณพูดคำนั้น ผมจะทำเหมือนกัน”
“ฉันจะไม่พูด”
“คุณไม่รู้”
“คืนนี้ฉันไม่ต้องใช้”
“คุณไม่รู้เช่นกัน”
เธอมองเขา ความหงุดหงิดขึ้นมาชนกับความพึงใจอย่างน่ารำคาญ “คุณทำให้ทุกประโยคของฉันต้องมีช่องเผื่อ”
“ช่องเผื่อช่วยให้คนรอด”
“ฉันไม่ได้สร้างชีวิตด้วยช่องเผื่อ”
“คุณสร้างบริษัทด้วยมัน”
เธอเกือบสวน แต่หยุดทัน เพราะเขาพูดถูกเกินไป
กมลวรรณ ประเสริฐสุขวางหน้าที่สองหงายขึ้นบนโต๊ะ แล้วเลื่อนไปทางเขาอย่างเป็นทางการ คราวนี้ไม่มีการเล่น ไม่มีถ้อยคำประดับ
ธีรวัฒน์ แสงสุขยังถือเรือนนาฬิกาของเธออยู่ในมือข้างหนึ่ง อีกมือดึงเอกสารเข้ามาอ่าน เขาใช้สายตาไล่ตารางอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ลวก รายการวันที่ ชื่อบัญชีปลายทาง รหัสโครงการ และหมายเหตุข้างบรรทัดที่ถูกเขียนด้วยลายมือผู้บริหารบางคน
เธอเห็นจังหวะการอ่านของเขาเปลี่ยนเมื่อถึงบรรทัดหนึ่ง
“คุณหยุดตรงไหน” เธอถาม
“รายการโอนผ่านบัญชีที่ไม่อยู่ในโครงสร้างนอมินีที่คุณให้ผม”
“บัญชีนั้นถูกปิดแล้ว”
“ปิดเมื่อไร”
“สองเดือนก่อน”
“หลังจ่ายงวดแรก?”
“ใช่”
“ใครอนุมัติ”
“ในระบบขึ้นชื่อดารินทร์ ชัยพฤกษ์”
“และคุณเชื่อว่าเธออนุมัติจริง?”
“ฉันเชื่อว่าอย่างน้อยเธอรู้ว่ามันมีอยู่”
เขาอ่านต่อ “บรรทัดนี้เป็นเงินค่าที่ปรึกษา แต่จำนวนตรงกับค่ามัดจำซื้อเครื่องจักรเก่าของโรงฟอก”
“ฉันรู้”
“ทำไมแยกออกจากหน้าหลัก”
“เพราะหน้าหลักถูกทำให้ดูสะอาดสำหรับคนที่ไม่ควรเห็น”
“คนที่ไม่ควรเห็นหมายถึงผม?”
“หมายถึงใครก็ตามที่ยังไม่พร้อมแยกความผิดกฎหมายออกจากความจำเป็นทางธุรกิจ”
เขาหยุดอ่าน เงยหน้าขึ้นมองเธอ “ประโยคนี้อันตรายมาก”
“ฉันรู้”
“คุณได้ยินตัวเองไหม”
“ได้ยิน”
“แล้วทำไมยังพูด”
“เพราะถ้าฉันโกหกคุณตอนนี้ คุณจะรู้ในอีกไม่กี่ชั่วโมง และฉันจะเสียสิ่งที่เราเพิ่งเริ่มสร้าง”
ธีรวัฒน์ แสงสุขปิดปากเงียบไปชั่วอึดใจ นาฬิกาของเธอยังอยู่ในมือเขา แสงสีอุ่นจากโคมเหนือโต๊ะสะท้อนบนกระจกหน้าปัดเป็นวงเล็ก ๆ
“คุณใช้คำว่าเรา” เขาพูด
“อย่าขยายความ”
“ผมยังไม่ได้ขยาย”
“คุณกำลังจะ”
“ผมแค่บันทึกไว้”
“ในหัว?”
“ในที่ที่คุณตรวจยึดไม่ได้”
เธอส่ายหน้าอย่างยอมแพ้ต่อความกวนของเขาชั่วคราว “อ่านต่อ”
เขาอ่านต่อจนถึงท้ายหน้า สีหน้าที่เรียบอยู่แล้วค่อย ๆ แข็งขึ้นในแบบที่คนภายนอกอาจมองไม่ออก แต่กมลวรรณ ประเสริฐสุขเริ่มเรียนรู้ภาษาของความนิ่งนั้น
“มีการแนบหมายเลขสัญญาจ้างช่างไว้หลังตาราง” เขาพูด “แต่ไฟล์แนบที่หายไปจากระบบคือชุดนี้ใช่ไหม”
“ใช่”
“ทำไมต้องลบสัญญาจ้างช่างออก”
“เพราะถ้ามีคนต้องการทำให้การซื้อกิจการดูเหมือนการยักย้ายเงิน เขาจะลบส่วนที่พิสูจน์ว่าเงินบางส่วนผูกกับการรักษาคนงานและเครื่องมือไว้”
“แล้วเหลือแต่เงินโอนที่ดูเหมือนจ่ายให้ที่ปรึกษาหรือบริษัทว่างเปล่า”
“ใช่”
“ใครได้ประโยชน์ถ้ามันดูสกปรกที่สุด”
“คนที่อยากให้บอร์ดบีบฉันออกก่อนเปิดขายหุ้น”
“พัชรี เลิศประเสริฐ”
“หรือคนที่อยากขายเรื่องนี้ให้เธอ”
“นิรันดร์ กิจไพศาล?”
ชื่อนั้นทำให้อากาศในห้องมีรสโลหะขึ้นมาในลำคอเธอ
กมลวรรณ ประเสริฐสุขไม่ตอบทันที เธอหยิบมีดเงินขึ้นมาขยับให้ขนานกับขอบจาน ทั้งที่อาหารตรงหน้าเย็นจนไม่ควรเสียเวลาจัดอะไรอีก
“คุณรู้จักเขาแค่ไหน” เธอถาม
“รู้ว่าเขาทำให้ข่าวซุบซิบดูเหมือนละครสั้น และทำให้ละครสั้นดูเหมือนหลักฐาน”
“เขาเคยขอซื้อเรื่องภายในจากอดีตพนักงานของเรา”
“คุณมีหลักฐาน?”
“มีข้อความบางส่วน แต่ไม่พอเอาผิด”
“ใครส่งให้เขา”
“ฉันยังไม่รู้”
“คุณสงสัยดารินทร์ ชัยพฤกษ์?”
“ฉันสงสัยทุกคนที่อยู่ใกล้ระบบพอ”
“รวมตัวเองไหม”
เธอตวัดสายตาไปที่เขา “อย่าทำให้คืนนี้กลายเป็นการสอบสวนฉันฝ่ายเดียว”
“งั้นตอบแบบคนที่อยากให้ผมเชื่อ”
“ฉันสงสัยการตัดสินใจของตัวเองทุกครั้งหลังเที่ยงคืน แต่ตอนกลางวันฉันไม่มีเวลาหรูหราพอจะลังเล”
“นั่นไม่ใช่คำตอบว่ารวมตัวเองไหม”
“รวม”
คำสั้นนั้นออกจากปากเธอช้ากว่าที่ควร
ธีรวัฒน์ แสงสุขรับมันไว้โดยไม่กดซ้ำ เขามองหน้าที่สองอีกครั้ง แล้ววางปลายนิ้วชี้บนอากาศเหนือบรรทัดหนึ่งโดยไม่แตะกระดาษ
“ตรงนี้มีรหัสที่ไม่อยู่ในผังบัญชี Sira Maison”
“ฉันเห็นแล้ว”
“คุณรู้ไหมว่ามันเชื่อมกับอะไร”
“ทีมไอทีบอกว่าเป็นรหัสชั่วคราวจากระบบคลังเก่า”
“ไม่ใช่”
“คุณตรวจแล้ว?”
“ก่อนมาที่นี่”
“กับอะไร”
“ไฟล์สำรองที่ถูกตัดออกจากดัชนี และบันทึกการส่งอีเมลภายใน”
“คุณเข้าอีเมลภายในของฉัน?”
“ผมเข้าบันทึกเส้นทาง ไม่ได้อ่านข้อความส่วนตัว”
“ต่างกันในเชิงกฎหมายมากไหม”
“พอให้ผมนอนหลับได้”
“คุณนอนหลับด้วยหรือ”
“ไม่ค่อย ในช่วงสามคืนที่ผ่านมา”
คำตอบนั้นทำให้เธอต้องหยุด
สามคืนที่ผ่านมา เธอเองก็แทบไม่หลับ แต่การได้ยินเขาพูดแบบนั้นในห้องที่จัดไว้อย่างประณีต กลับทำให้ความห่างระหว่างผู้ตรวจสอบกับซีอีโอลดลงอย่างไม่สะดวกใจ
“รหัสนั้นเชื่อมกับอะไร” เธอถาม
“โครงการประชาสัมพันธ์ก่อน IPO ที่ถูกยกเลิก”
“เป็นไปไม่ได้ งบส่วนนั้นถูกปิดไปแล้ว”
“ในระบบหลักใช่ แต่มีรหัสย่อยยังเปิดอยู่”
“ใครดูแล”
“ดารินทร์ ชัยพฤกษ์ลงชื่อปิดงบ แต่ผู้รับงานภายนอกชื่อเชื่อมกับบริษัทผลิตคอนเทนต์ของนิรันดร์ กิจไพศาล”
กมลวรรณ ประเสริฐสุขวางมีดลงช้ากว่าที่ตั้งใจ
คราวนี้เธอไม่ต้องถามว่าเขาแน่ใจแค่ไหน สีหน้าเขาบอกว่าเขายังไม่เอ่ยอะไรที่พิสูจน์ต่อไม่ได้
“เขาอยู่ในระบบจ่ายเงินของเรา?”
“ผ่านผู้รับช่วงอีกชั้น”
“จำนวนเท่าไร”
“ไม่มากพอให้กรรมการสนใจ แต่พอซื้อคนให้ตั้งกล้องในที่ที่ไม่ควรตั้ง”
สายฝนไหลเป็นทางยาวลงกระจกด้านหลังเขา แสงไฟถนนแตกเป็นจุดพร่า ๆ อยู่ข้างนอก ห้องรับประทานอาหารที่ควรปลอดภัยเริ่มดูเหมือนเวทีที่มีใครเปิดม่านไว้โดยที่เธอไม่รู้
กมลวรรณ ประเสริฐสุขเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ แต่ธีรวัฒน์ แสงสุขพูดก่อน
“ถ้าคุณจะโทรหาดารินทร์ ชัยพฤกษ์ตอนนี้ อย่า”
มือเธอหยุดกลางทาง
“คุณสั่งฉัน?”
“ผมเตือน”
“ต่างกัน?”
“ต่างตรงที่คุณยังเลือกได้”
“ฉันเลือกโทรได้”
“ได้ และอีกฝ่ายจะรู้ว่าคุณเห็นรหัสนี้แล้ว”
“ถ้าเธอถูกใส่ร้าย เธอควรรู้”
“ถ้าเธอถูกใช้ เธอยิ่งไม่ควรถูกทำให้ตกใจจนคนใช้เธอรู้ตัว”
“คุณคิดว่าเราควรทำอะไร”
เขาวางหน้าที่สองลงระหว่างพวกเขา “ให้ผมตรวจเส้นทางรหัสนี้ต่อจากสำเนาที่ผมมี คุณอย่าเปิดระบบจากบัญชีของคุณคืนนี้ อย่าสั่งทีมไอทีค้นแบบกว้าง และอย่าถามใครด้วยคำที่ทำให้เขารู้ว่าคุณรู้จุดไหนแล้ว”
“คุณพูดเหมือนเคยตามคนรั่วข้อมูลมาก่อน”
“เคยตามคนขโมยสูตรเคลือบวัสดุจากโรงซ่อมเล็ก ๆ”
“แล้วจับได้ไหม”
“จับได้คนหนึ่ง ปล่อยหลุดอีกคน”
“คนที่หลุดทำอะไร”
“กลับมาซื้อของจากร้านเดิมในชื่อคนอื่น”
“คุณจำได้?”
“มือเขามีกลิ่นสารเคมีชนิดเดียวกับสูตรที่หาย”
เธอมองเขาอย่างสนใจโดยไม่ทันปกปิด “คุณจำกลิ่นได้”
“บางอย่างตัวเลขไม่บอก”
“และบางอย่างกลิ่นหลอกได้”
“ใช่”
“คุณเลยตรวจทั้งสองทาง”
“เท่าที่ทำได้”
บทสนทนาพาเขาเข้าใกล้ตัวตนของเขามากกว่าที่เธอคาด เขาไม่ใช่แค่ผู้ตรวจสอบหนุ่มที่กล้าปฏิเสธเธอในห้องทำงาน และไม่ใช่แค่คนที่ยอมวางตัวเองในรูปแบบที่ต้องใช้ความไว้วางใจ เขาเป็นคนที่เคยเรียนรู้การสูญเสียจากรายละเอียดเล็กมากพอจะไม่ประมาทสิ่งใด
เธอไม่ชอบที่ความเข้าใจนี้ทำให้เธออยากระวังเขาน้อยลง
“ถึงตาคุณ” เขาพูด
“อะไร”
“นาฬิกาผม”
เธอมองข้อมือเขา “คุณยังไม่ได้ถอด”
“ผมรอให้คุณพูดคำสั่งเดิมอีกครั้ง หลังจากคุณรู้ว่าผมไม่ได้ปฏิเสธเพื่อยั่วคุณอย่างเดียว”
เธอปล่อยให้ความเงียบไหลผ่านครู่หนึ่ง แล้วจึงยื่นมือออกไปอีกครั้ง ฝ่ามือหงาย อยู่ตรงตำแหน่งเดิม แต่ความหมายไม่เหมือนเดิมแล้ว
“ถอดนาฬิกาของคุณ” เธอพูด “แล้ววางไว้ในมือฉัน”
ธีรวัฒน์ แสงสุขปลดสายเหล็กของตัวเอง เขาไม่ได้รีบ แต่ไม่ถ่วงเวลา เมื่อเรือนนาฬิกาหลุดจากข้อมือ รอยผิวที่ถูกแดดน้อยกว่าส่วนอื่นปรากฏเป็นแถบซีดจาง
เขาวางมันลงบนฝ่ามือเธอ
น้ำหนักของมันมากกว่าที่เธอคิด และอุ่นจากผิวเขา
กมลวรรณ ประเสริฐสุขไม่ได้กำมือทันที เธอปล่อยให้เรือนนาฬิกานอนอยู่กลางฝ่ามือ ราวกับต้องเรียนรู้ภาษาของสิ่งธรรมดาที่ไม่ธรรมดาเพราะเจ้าของมันนั่งอยู่ข้างเธอ
“คุณถอดง่ายกว่าฉัน” เธอพูด
“เพราะผมขอให้คุณถอดก่อน”
“ถ้าฉันไม่ถอด คุณจะไม่ถอด?”
“ไม่คืนนี้”
“ดื้อ”
“คุณใช้คำนั้นเหมือนตำหนิ แต่สีหน้าคุณไม่ช่วย”
“อย่าอ่านสีหน้าฉันตอนถือของของคุณอยู่”
“คุณอ่านผมตั้งแต่ผมเดินเข้ามา”
“ฉันเป็นเจ้าของบ้าน”
“ผมเป็นแขกที่คุณให้ถอดนาฬิกา”
“และคุณยังพูดมาก”
“ถ้าคุณต้องการให้เงียบ คุณต้องบอกว่าต้องการอะไรแทนเสียง”
คำถามแฝงอยู่ในประโยคนั้น ทำให้บรรยากาศระหว่างพวกเขาเปลี่ยนจากการตรวจสอบไปสู่สิ่งที่ละเอียดกว่า
กมลวรรณ ประเสริฐสุขค่อย ๆ วางนาฬิกาของเขาลงบนโต๊ะข้างจานอาหารที่ไม่ถูกแตะ เธอยังไม่คืนให้
“ตอนนี้ฉันต้องการให้คุณฟัง” เธอกล่าว
เขานั่งนิ่งขึ้น
“จากนี้ ถ้าฉันใช้คำสั่งในพื้นที่ส่วนตัว คุณจะตอบหนึ่งในสามแบบที่เราพูดไว้ ถ้าฉันแตะตัวคุณ ฉันจะบอกก่อน ยกเว้นคุณเป็นฝ่ายขอ ถ้าคุณต้องการให้หยุด คุณพูดรหัส ถ้าคุณต้องการชะลอแต่ไม่หยุด คุณพูดว่า ‘ขอพัก’”
“และคุณ?”
“ฉันใช้เงื่อนไขเดียวกัน”
“พูดออกมาให้ครบ”
เธอมองเขาอย่างไม่พอใจ “คุณกำลังตรวจการบ้านฉัน?”
“ผมกำลังฟังว่าคุณรวมตัวเองจริงหรือเปล่า”
“ถ้าฉันต้องการหยุด ฉันพูด ‘แก้วมรกต’ ถ้าฉันต้องการชะลอ ฉันพูด ‘ขอพัก’ และคุณจะหยุดหรือชะลอตามนั้น”
“ขอบคุณ”
“อย่าทำเหมือนฉันเป็นเด็กฝึกงาน”
“ผมไม่ได้ทำ”
“คุณทำเสียงเหมือนภูมิใจอีกแล้ว”
“ผมห้ามความรู้สึกตัวเองไม่ได้ แต่ผมควบคุมการกระทำได้”
ประโยคนั้นควรทำให้เธอหงุดหงิด แต่กลับวางรากอะไรบางอย่างที่มั่นคงลงในห้อง
เธอหยิบส้อมขึ้น ตัดชิ้นปลาเย็นออกเล็กน้อย แล้ววางกลับโดยไม่ได้กิน
“อาหารเสียแล้ว” เธอพูด
“ยังไม่เสีย แค่ไม่เป็นอย่างที่ออกแบบไว้”
“คุณพูดถึงอาหารหรือเรา”
“ทั้งสองอย่าง”
เธอหันไปกดปุ่มเล็กใต้ขอบโต๊ะ ประตูด้านหนึ่งเปิดแง้ม คนรับใช้ที่รออยู่ด้านนอกยืนสงบ แต่ครั้งนี้กมลวรรณ ประเสริฐสุขเห็นชัดว่าเขายืนตัวตรงเกินไป เหมือนคนที่ได้ยินพายุจากด้านในห้องและตัดสินใจว่าจะไม่ถามแม้เพียงคำเดียว
“เก็บสองคอร์สแรกออก แล้วอย่าเสิร์ฟต่อจนกว่าฉันเรียก” เธอสั่ง
“ครับ” คนรับใช้ตอบ เสียงเบาจนเกือบถูกฝนกลืน แต่มือที่หยิบจานออกมั่นคงขึ้นกว่าตอนแรก ราวกับเขาดีใจที่อย่างน้อยคำสั่งนี้เป็นเรื่องที่ทำได้จริง
ประตูปิดลงอีกครั้งหลังคำรับที่สุภาพและสั้น
“คุณซ้อมการควบคุมกับทุกอย่างจริง ๆ” ธีรวัฒน์ แสงสุขกล่าว
“ถ้าฉันไม่ควบคุม อาหารจะเย็น คนจะรอ ระบบจะเสีย”
“บางครั้งอาหารเย็นเพราะมีเรื่องสำคัญกว่า”
“คุณกำลังสอนฉันจัดลำดับความสำคัญ?”
“ผมกำลังบอกว่าคุณไม่จำเป็นต้องทำเหมือนทุกอย่างที่ไม่เป็นไปตามแผนคือความล้มเหลว”
เธอมองนาฬิกาของเขาบนโต๊ะ “แล้วการที่นาฬิกาคุณอยู่ในมือฉันเมื่อครู่ เป็นความล้มเหลวไหม”
“ไม่”
“เป็นอะไร”
“การทดสอบ”
“คุณทดสอบฉันอีกแล้ว”
“คุณก็ทดสอบผม”
“ฉันเป็นเจ้าภาพ”
“เจ้าภาพก็ทดสอบได้ แขกก็สังเกตได้”
เธอเอนตัวไปหยิบไวน์ แต่หยุดก่อนแตะแก้ว เปลี่ยนใจกลับมานั่งตรง “ฉันอยากให้คุณบอกความจริงหนึ่งอย่าง”
“เรื่องไหน”
“ตอนที่ฉันขอให้นาฬิกาคุณอยู่ในมือฉัน คุณรู้สึกอะไร”
เขาใช้เวลาคิด ไม่ตอบเพื่อให้เธอพอใจเร็ว ๆ
“ระวัง” เขาพูดในที่สุด “และ…ตื่นตัว”
“ตื่นตัวในความหมายไหน”
“หลายความหมาย”
“ตอบให้ชัด”
“ผมรู้สึกว่าคุณกำลังขอของที่เล็กพอจะดูปลอดภัย แต่ใหญ่พอจะพิสูจน์ว่าผมยอมให้คุณเข้ามาถึงจังหวะประจำวันของผมได้ไหม”
เธอรับคำตอบนั้นโดยไม่ขัด
“แล้วคุณยังถอด”
“หลังจากคุณถอด”
“เพราะสมดุล?”
“เพราะผมต้องรู้ว่าคุณยอมวางอะไรลงบ้าง ก่อนขอให้ผมวาง”
“ถ้าฉันไม่วางอะไรเลย”
“ผมอาจยังมาที่โต๊ะนี้ แต่จะไม่อยู่ในบทบาทที่คุณต้องการ”
กมลวรรณ ประเสริฐสุขเอื้อมไปหยิบนาฬิกาของเขาขึ้นมาอีกครั้ง เธอพลิกดูหน้าปัด มีรอยเส้นเล็กตรงเลขสอง
“เรือนนี้สำคัญไหม”
“สำคัญ”
“ใครให้”
“ผมซื้อเอง”
“ด้วยเงินเดือนแรก?”
“ด้วยเงินจากงานซ่อมที่ยากที่สุดงานหนึ่ง”
“ซ่อมอะไร”
“กระเป๋าเดินทางเก่าของผู้หญิงคนหนึ่ง เธอจะเอาไปงานศพลูกชาย”
กมลวรรณ ประเสริฐสุขชะงัก
เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่ไม่เย็นชา “ซิปพัง หูจับขาด มุมปริ เธอบอกว่าไม่อยากซื้อใบใหม่ เพราะใบนี้เคยเดินทางกับเขา ผมใช้เวลาสามคืน ทำเสร็จทัน เธอจ่ายเกินราคาที่ตกลง ผมไม่รับ เธอวางเงินไว้แล้วเดินออกไป ผมเอาเงินนั้นซื้อเรือนนี้”
เธอมองนาฬิกาในมือ ความอุ่นจากผิวเขาหายไปแล้ว เหลือเพียงน้ำหนักและเรื่องราว
“คุณเล่าเพราะอยากให้ฉันรู้สึกผิด?”
“เปล่า ผมเล่าเพราะคุณถามว่ามันสำคัญไหม”
“ถ้าฉันรู้ก่อน ฉันอาจไม่ขอ”
“งั้นดีที่คุณไม่รู้ก่อน”
“ทำไม”
“เพราะผมอยากเห็นว่าคุณทำอย่างไรกับสิ่งสำคัญก่อนรู้ว่ามันสำคัญ”
คำตอบนั้นแทงเข้ามาอย่างเงียบงัน
กมลวรรณ ประเสริฐสุขค่อย ๆ วางนาฬิกาของเขาลงบนโต๊ะอีกครั้ง คราวนี้วางใกล้นาฬิกาของเธอที่ยังอยู่ในมือเขา สองเรือนอยู่ห่างกันไม่ถึงฝ่ามือ แต่ยังไม่ได้แตะกัน
“ฉันไม่ได้ทำตก” เธอพูด
“ผมเห็น”
“ไม่ได้ใช้มันกดคุณ”
“ยัง”
เธอปรายตา “คุณทำลายบรรยากาศเก่งมาก”
“ผมรักษาความจริงเก่งกว่า”
“นั่นน่าจะเป็นประโยคโฆษณาของคุณ”
“คุณจ้างผมทำแบรนด์ไม่ได้หรอก”
“ทำไม”
“ผมจะบอกความจริงกับลูกค้ามากเกินไป”
เธอหัวเราะออกมาสั้น ๆ คราวนี้ไม่กลืน ไม่ปิด ไม่แปลงเป็นรอยยิ้มสังคม เสียงนั้นทำให้ธีรวัฒน์ แสงสุขมองเธออย่างเงียบ ๆ
“อะไร” เธอถาม
“ผมกำลังจำเสียงนี้”
“คุณไม่มีสิทธิ์เก็บ”
“ผมไม่ได้ขออนุญาตสมองตัวเอง”
“ธีรวัฒน์ แสงสุข”
“ผมจะไม่ใช้มันทำร้ายคุณ”
ความตรงไปตรงมานั้นทำให้เธอพูดต่อไม่ทันไปชั่วขณะ
ฝนด้านนอกเบาลงแล้ว แต่รอยน้ำยังเกาะกระจกเป็นริ้วไม่สม่ำเสมอ ไฟในสวนเล็กด้านหลังบ้านถูกบิดให้สลัว พุ่มไม้เปียกน้ำไหวตามแรงลม และห้องนี้ซึ่งเริ่มต้นด้วยพิธีที่เธอออกแบบ กำลังกลายเป็นสิ่งที่ทั้งสองคนแก้แบบร่วมกันทีละประโยค
โทรศัพท์ของธีรวัฒน์ แสงสุขสั่นอีกครั้งบนโต๊ะ
คราวนี้มันสั่นยาวกว่าครั้งแรก
เขาไม่หยิบทันที
กมลวรรณ ประเสริฐสุขมองอุปกรณ์สีดำนั้น “เรื่องงาน”
“น่าจะใช่”
“ดู”
“คุณอนุญาต?”
“ฉันสั่งให้ดู”
เขาหยิบขึ้นมา เปิดหน้าจอ อ่านไม่กี่วินาที สีหน้าเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย แต่มากพอให้เธอรู้
บนจอโทรศัพท์ แถบแจ้งเตือนสีแดงสั้น ๆ เลื่อนลงมาจากด้านบนเหมือนรอยมีดบาง ๆ
**EXPORT REQUEST DETECTED**
ใต้บรรทัดนั้นมีจุดแผนที่เล็ก ๆ สามจุดเชื่อมกันด้วยเส้นสีเทา จากเซิร์ฟเวอร์ภายใน ไปยังโหนดกลางที่ไม่มีชื่อ แล้วไปหยุดตรงไอคอนคลาวด์สีขาวที่ไม่ควรอยู่ในเส้นทางของ Sira Maison เลย
“อะไร” เธอถาม
“ไฟล์ที่ถูกแก้ถูกคัดลอกออกจากเซิร์ฟเวอร์ภายในเมื่อยี่สิบสองนาทีก่อน”
“ปลายทาง?”
“บัญชีคลาวด์ที่ไม่ใช่ของบริษัท”
“ใครเป็นเจ้าของ”
“ยังไม่รู้ แต่ชื่อโฟลเดอร์ปลายทางใช้รหัสเดียวกับโครงการประชาสัมพันธ์ที่เชื่อมกับนิรันดร์ กิจไพศาล”
เธอลุกขึ้นจากเก้าอี้ในทันที คราวนี้เก้าอี้ครูดพื้นไม้ดังชัดเพราะไม่ใช่พรมหนาแบบออฟฟิศ
“ฉันจะโทรหาทีมรักษาความปลอดภัยไซเบอร์”
“โทรได้ แต่สั่งให้ล็อกทั้งระบบตอนนี้ไม่ได้”
“ทำไม”
“คนที่คัดลอกจะรู้ว่าถูกจับได้ และอาจปล่อยสิ่งที่มีอยู่ก่อนเรารู้ว่ามันคืออะไรทั้งหมด”
“คุณจะให้ฉันนั่งเฉย?”
“ผมจะให้คุณสั่งเฉพาะสิ่งที่ไม่ทำให้ฝ่ายนั้นตื่น”
“เสนอมา”
“หนึ่ง เก็บ log แบบเงียบ สอง สำรอง snapshot ของระบบตอนนี้ สาม ห้ามใครลบหรือแก้ไฟล์เกี่ยวกับรหัสนั้นโดยไม่ขออนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรจากคุณ แต่ใช้เหตุผลว่าเตรียมตรวจความพร้อมก่อนประชุม ไม่ใช่เหตุรั่วข้อมูล”
“คุณคิดเร็วดี”
“ผมคิดเรื่องนี้มาตั้งแต่เห็นการแก้ครั้งแรก”
“แล้วทำไมไม่บอกก่อนเริ่มพิธีบ้า ๆ นี่”
“เพราะผมต้องรู้ว่าคุณจะให้หน้าที่สองไหม”
“คุณเอาบริษัทฉันมารอการทดสอบส่วนตัว?”
เขาวางโทรศัพท์ลง “ไม่ ผมเอาการทดสอบส่วนตัวมาวัดว่าคุณจะให้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการช่วยบริษัทไหม”
“ฟังเหมือนข้อแก้ตัว”
“บางทีใช่”
ความยอมรับนั้นทำให้เธอชะงักมากกว่าการโต้เถียง
“คุณรู้ว่ามันเสี่ยง” เธอพูด
“รู้”
“แล้วทำ”
“เพราะถ้าคุณยังเลือกซ่อนหน้าที่สองจากผมหลังรู้ว่ามีคนแก้ไฟล์ ผมคงต้องปฏิบัติกับคุณเหมือนแหล่งความเสี่ยงหลัก ไม่ใช่พันธมิตรชั่วคราว”
เธอเดินไปหยิบโทรศัพท์ของตัวเองจากโต๊ะข้างผนัง กดสั่งงานด้วยข้อความสั้น ๆ หลายบรรทัด นิ้วของเธอเคลื่อนเร็วและแม่นยำ ท่ามกลางเสียงฝนที่เริ่มกลับมาตกหนักขึ้นอีกครั้ง
เธอไม่ได้โทร
นั่นเป็นการเลือกที่เล็กจนไม่มีใครปรบมือให้ และหนักจนเธอรู้สึกได้ถึงแรงต้านของนิ้วตัวเอง เธอเลือกไม่ใช้เสียงของซีอีโอไล่ทุบประตูทุกบานในระบบ เลือกเขียนคำสั่งแคบพอที่จะไม่ทำให้คนขโมยข้อมูลรู้ตัว และเลือกยอมให้ความเงียบทำงานแทนอำนาจที่เธอคุ้นมือ
ธีรวัฒน์ แสงสุขไม่เข้าไปดูหน้าจอ เขารออยู่ที่โต๊ะ มือข้างหนึ่งยังถือเรือนนาฬิกาของเธอ
เมื่อเธอกลับมา เขาพูดว่า “คุณไม่ได้โทร”
“คุณบอกว่าอย่าให้ใครตื่น”
“คุณเชื่อผม?”
“ฉันเชื่อว่าถ้าคุณวางกับดักฉัน คุณคงไม่เตือนเรื่อง snapshot”
“ดี”
“อย่าดีใจ”
“ช้าไปแล้ว”
เธอคว้านาฬิกาของตัวเองคืนจากมือเขา แต่เขาไม่ได้ปล่อยทันที
ไม่ใช่การยื้อแรง ๆ เพียงนิ้วของเขายังประคองเรือนไว้หนึ่งจังหวะ
เธอมองมือเขา “มีอะไร”
“ถ้าผมคืนตอนนี้ พิธีส่วนของคุณจบไหม”
“คืนนี้ยังมีอีกหลายส่วน”
“ส่วนไหน”
“คุณอยากรู้ล่วงหน้าทั้งหมด?”
“ใช่”
“คุณไม่ชอบความไม่แน่นอน”
“ผมไม่ชอบความไม่แน่นอนที่คนอื่นตั้งใจสร้างเพื่อดูผมเสียการทรงตัว”
เธอปล่อยมือจากนาฬิกาของตัวเองก่อน “งั้นบอกฉัน คุณอยากให้คืนนี้ดำเนินต่ออย่างไร”
คำถามนั้นทำให้เขานิ่งไป
ไม่ใช่เพราะไม่มีคำตอบ แต่เพราะเธอเพิ่งคืนอำนาจบางส่วนให้เขาโดยไม่ประกาศ
“ผมอยากกินอาหารที่เหลือ ถ้ามันยังเสิร์ฟได้” เขาพูด “ระหว่างนั้นคุณเล่าให้ผมฟังว่าทำไมหน้าที่สองถึงอยู่กับคุณคนเดียว ไม่อยู่ในห้องข้อมูล และผมจะบอกคุณว่าผมตรวจพบอะไรจากไฟล์ที่ถูกย้าย”
“ฟังเหมือนการประชุม”
“งั้นเพิ่มอย่างหนึ่ง”
“อะไร”
“นาฬิกาสองเรือนอยู่บนโต๊ะจนกว่ามื้ออาหารจบ”
เธอมองเขา “เป็นสัญลักษณ์?”
“เป็นหลักฐานว่าเรายังอยู่ในพื้นที่ที่ตกลงกัน ไม่ใช่ถอยกลับไปเป็นซีอีโอกับผู้ตรวจสอบเต็มตัว”
“คุณเสนอพิธีของคุณเอง”
“เล็กกว่าและกินข้าวได้”
เธออดไม่ได้ คราวนี้เธอยิ้มจริง ๆ แม้เพียงครู่เดียว “ก็ได้”
เขาวางนาฬิกาของเธอลงบนโต๊ะ ข้างนาฬิกาของเขา สองเรือนหันหน้าปัดไปคนละทิศ เหมือนยังไม่ตกลงกันว่าเวลาของใครเป็นแกนกลาง
กมลวรรณ ประเสริฐสุขกดปุ่มใต้โต๊ะอีกครั้ง สั่งให้เสิร์ฟจานต่อไป
อาหารคอร์สที่สามมาถึงในจังหวะที่ฝนดังที่สุด กลิ่นซุปเข้มข้นลอยขึ้นจากชามใหม่ อุ่นพอจะทำให้ห้องกลับมามีความเป็นมนุษย์อีกครั้ง ทั้งสองคนเริ่มกินช้า ๆ ไม่ใช่เพราะหิว แต่เพราะการกินกลายเป็นวิธีพิสูจน์ว่าร่างกายยังอยู่ตรงนี้ หลังจากสมองวิ่งไกลไปในระบบบัญชี ไฟล์รั่ว และชื่อคนที่อาจกำลังรอทำลายทุกอย่าง
เมื่อกาแฟถูกยกมา เธอสั่งของเขาโดยไม่หันไปถาม
“ไม่ใส่น้ำตาล”
ธีรวัฒน์ แสงสุขเหลือบมองเธอ
“คุณจำได้?”
“คุณดื่มแบบนั้นเมื่อคืน”
“เมื่อคืนผมไม่ได้บอก”
“คุณไม่ได้บอกหลายอย่าง”
เขารับถ้วยกาแฟจากคนรับใช้ แล้วพูดเบา ๆ “ขอบคุณ”
คำขอบคุณนั้นสั้นเกินกว่าจะเรียกว่าอ่อนหวาน แต่กมลวรรณ ประเสริฐสุขกลับรู้สึกว่ามันอยู่บนโต๊ะนานกว่ากลิ่นกาแฟเสียอีก
“ทำไมหน้าที่สองถึงอยู่กับคุณคนเดียว” ธีรวัฒน์ แสงสุขถามหลังช้อนแรกของของหวานถูกวางลง
กมลวรรณ ประเสริฐสุขวางช้อนลง “เพราะฉันไม่ไว้ใจโครงสร้างห้องข้อมูลตั้งแต่ก่อนคุณเข้ามา”
“คุณรู้ว่ามีคนข้างในไม่นิ่ง?”
“ฉันรู้ว่ามีคนเข้าถึงมากเกินไป”
“ดารินทร์ ชัยพฤกษ์คัดค้านไหม”
“เธอคัดค้านทุกอย่างที่ทำให้ IPO ช้าลง”
“รวมการซ่อนหน้าที่สอง?”
“เธอบอกว่าถ้าเอกสารนั้นหลุด เราจะอธิบายยาก”
“เธอพูดถูก”
“ใช่ แต่วิธีแก้ของเธอคือเก็บทุกอย่างไว้ในระบบกลางภายใต้สิทธิ์การเข้าถึงที่เธอควบคุม”
“คุณเลยเก็บสำเนากระดาษไว้เอง”
“ฉันเก็บต้นฉบับบางส่วนไว้เอง”
“มีอีกกี่ส่วนที่ผมยังไม่เห็น”
เธอมองเขาเหนือขอบชาม “คุณนับเร็วมาก”
“ผมถูกจ้างมาเพราะนับเร็ว”
“ยังมีบันทึกการเจรจากับเจ้าหนี้โรงฟอก และข้อตกลงว่าจ้างช่างบางฉบับที่ยังไม่ลงนาม”
“ผมต้องเห็น”
“คุณจะเห็น ถ้าคืนนี้ไม่พังเสียก่อน”
“คืนนี้พังไปหลายรอบแล้ว แต่ยังไม่จบ”
เขาพูดโดยเหลือบมองนาฬิกาสองเรือนบนโต๊ะ
เธอเข้าใจความหมาย แต่ไม่ยอมรับออกเสียง
ตลอดมื้อที่เหลือ พวกเขาสลับกันระหว่างอาหารกับไฟล์ ระหว่างคำถามธุรกิจกับกติกาส่วนตัว ระหว่างความต้องการควบคุมของเธอกับความต้องการไม่ถูกกลืนของเขา เมนูที่ออกแบบมาให้รื่นรมย์กลายเป็นฉากหลังของการต่อรองที่ละเอียดอ่อนกว่าการประชุมบอร์ดใด ๆ
“ถ้าพรุ่งนี้คุณพบว่าดารินทร์ ชัยพฤกษ์เกี่ยวข้องจริง” เขาถามตอนจานหลักถูกเสิร์ฟ “คุณจะทำอะไร”
“แยกเธอออกจากสิทธิ์เข้าถึงทันที”
“ก่อนมีหลักฐานพอ?”
“ถ้าความเสี่ยงสูงพอ”
“แล้วถ้าเธอถูกใช้”
“ฉันจะปกป้องเธอเท่าที่เธอยังไม่โกหกฉันต่อ”
“คุณให้โอกาสคนโกหกกี่ครั้ง”
“ขึ้นอยู่กับว่าคำโกหกนั้นทำร้ายใคร”
“ถ้าทำร้ายคุณ”
“ฉันทนได้มากกว่าที่ควร”
“ถ้าทำร้ายช่าง”
เธอหยุดหั่นเนื้อ “ฉันทนน้อยมาก”
“ดี”
“คุณพูดเหมือนตัดสินฉันผ่านคนอื่นตลอดเวลา”
“คนเราเห็นชัดที่สุดตอนเลือกปกป้องคนที่ไม่มีอำนาจเท่าตัวเอง”
“แล้วคุณล่ะ”
“ผม?”
“คุณเลือกปกป้องใคร”
เขามองจานตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง “คนที่ถูกทำให้กลายเป็นตัวเลขโดยไม่มีโอกาสพูด”
เธอไม่ถามต่อ แต่จำไว้
เมื่อจานสุดท้ายถูกยกออกไป ฝนยังไม่หยุด เพียงลดเสียงลงจนกลายเป็นม่านบาง ๆ หลังบานกระจก คนรับใช้ปิดประตูอย่างเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ และห้องรับประทานอาหารกลับมาเหลือเพียงกลิ่นกาแฟอ่อน ๆ รอยน้ำบนกระจก เอกสารหน้าที่สอง และนาฬิกาสองเรือนที่นอนนิ่งอยู่กลางโต๊ะ
ธีรวัฒน์ แสงสุขเอื้อมมือไปหยิบนาฬิกาของตัวเอง แต่ยังไม่สวม เขามองเธอก่อน
“มื้ออาหารจบแล้ว” เขาพูด
กมลวรรณ ประเสริฐสุขมองนาฬิกาของเธอที่วางอยู่ข้างกัน “ใช่”
“คุณจะคืนพื้นที่นี้ให้ตำแหน่งของเราไหม”
“ยังไม่ทั้งหมด”
“หมายความว่า?”
เธอหยิบซองสีเทาขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้ลังเลเท่าตอนแรก แต่ก็ไม่เบาจนดูเหมือนไม่มีน้ำหนัก “มีเอกสารอีกชุดอยู่ในตู้เซฟชั้นบน เป็นบันทึกการเจรจากับเจ้าหนี้โรงฟอก ฉันตั้งใจจะให้คุณดูพรุ่งนี้”
“แล้วตอนนี้?”
“ตอนนี้ฉันคิดว่าถ้ารอถึงพรุ่งนี้ คนที่คัดลอกไฟล์อาจเร็วกว่าฉัน”
“คุณอยากให้ผมดูคืนนี้”
“ใช่”
“ในฐานะอะไร”
คำถามนั้นทำให้เธอหยุดมือ
ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ เธอคงตอบได้ทันทีว่าในฐานะผู้ตรวจสอบ แต่ตอนนี้นาฬิกาของเขายังวางอยู่บนโต๊ะโดยไม่ได้กลับเข้าข้อมือ และคำว่าเราเมื่อครู่ยังค้างอยู่ในอากาศเหมือนสิ่งที่เธอเผลอวางไว้แล้วไม่อาจเก็บคืนอย่างแนบเนียน
“ในฐานะพันธมิตรชั่วคราว” เธอตอบในที่สุด
ธีรวัฒน์ แสงสุขมองเธอนานพอให้คำตอบนั้นผ่านการชั่งน้ำหนัก “ชั่วคราวยังใช้ได้”
“คุณจะขึ้นไปกับฉันไหม”
“ถ้าคุณบอกก่อนว่าชั้นบนมีใครอยู่”
“ไม่มี”
“กล้อง?”
“ทางเดินมี กล้องในห้องทำงานส่วนตัวปิดอยู่”
“ปิดโดยใคร”
“โดยฉัน”
“ระบบบันทึกการเข้าออก?”
“มี”
“ดี”
“คุณยังไม่ตอบว่าจะขึ้นไปไหม”
เขาสวมนาฬิกากลับเข้าข้อมือช้า ๆ เสียงสายเหล็กคลิกเบา ๆ แล้วจึงเลื่อนนาฬิกาของเธอกลับไปตรงหน้าเธอ
“ผมจะขึ้นไป” เขาพูด “แต่ก่อนขึ้น คุณสวมนาฬิกาของคุณเอง”
เธอเลิกคิ้ว “คุณสั่งฉัน?”
“ผมเตือน”
“ต่างกัน?”
“ต่างตรงที่ถ้าคุณขึ้นไปโดยไม่สวมมัน คุณจะทำให้ตัวเองคิดว่าคุณกำลังยอมเสียมากกว่าที่ตกลงกันไว้”
คำตอบนั้นทำให้เธอนิ่ง
กมลวรรณ ประเสริฐสุขหยิบนาฬิกาขึ้นมา สายทองขาวเย็นกว่าผิวเธอเล็กน้อยตอนแนบกลับเข้าข้อมือ เธอล็อกมันด้วยตัวเอง และในวินาทีที่เสียงโลหะประกบกัน เธอก็รู้สึกถึงทั้งน้ำหนักเดิมและความหมายที่ไม่เดิม
รอยกดจาง ๆ ใต้สายเตือนเธอถึงคำของพ่อ และเตือนเธอถึงฝ่ามือของธีรวัฒน์ แสงสุขที่เพิ่งประคองเวลาของเธอไว้โดยไม่ฉวยใช้มัน
“พอใจหรือยัง” เธอถาม
“ยัง แต่ปลอดภัยขึ้น”
“คุณนี่น่าหงุดหงิดจริง ๆ”
“คุณพูดแบบนั้นมาหลายครั้งแล้ว แต่ยังเรียกผมขึ้นไปดูเอกสาร”
“อย่าเข้าใจผิด ฉันเรียกเพราะงาน”
“ผมไม่ได้เข้าใจผิด”
เขาลุกขึ้นก่อน แต่ไม่เดินนำ เขายืนรอข้างเก้าอี้ของตัวเอง ให้เธอเป็นคนเริ่มเคลื่อนออกจากโต๊ะที่เธอจัดไว้ และเป็นคนเลือกว่าจะพาเขาขึ้นไปยังพื้นที่ลึกกว่านั้นจริงหรือไม่
กมลวรรณ ประเสริฐสุขลุกขึ้น กระโปรงเดรสสีดำทิ้งตัวนิ่งตามแรงโน้มถ่วง เธอหยิบซองเอกสารแนบไว้กับลำตัว แล้วเดินไปทางประตูด้านใน
ก่อนออกจากห้อง เธอหยุดและหันกลับมา
“ธีรวัฒน์ แสงสุข”
เขามองเธอ
“ถ้าระหว่างนี้คุณรู้สึกว่าฉันกำลังใช้ตำแหน่งทับคุณอีก ให้พูด”
“พูดคำไหน”
เธอรู้ว่าเขาตั้งใจถาม ทั้งที่รู้คำตอบแล้ว
“ขอพัก ถ้ายังไปต่อได้” เธอพูด “แก้วมรกต ถ้าต้องหยุด”
เขาพยักหน้า “และคุณก็ใช้ได้เหมือนกัน”
“ฉันรู้”
“พูดเหมือนเชื่อแล้วนิดหนึ่ง”
“อย่าขยายความ”
“รับทราบ”
คำเดิมจากข้อความเมื่อเช้ากลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่แห้ง ไม่ห่าง และไม่ใช่แค่การรับคำสั่ง
กมลวรรณ ประเสริฐสุขเปิดประตูออกไป ทางเดินด้านในมีกลิ่นไม้ขัดเงาและฝนที่ซึมเข้ามาทางช่องลมไกล ๆ แสงไฟติดผนังทอดเงาของทั้งสองคนยาวไปบนพื้นหินสีอ่อน เธอเดินนำ เขาเดินตามในระยะที่ไม่ล้ำเส้นและไม่ถอยห่างเกินไป
โทรศัพท์ของเธอสั่นในมือ
ข้อความจากหัวหน้าทีมไอทีขึ้นบนหน้าจอเพียงบรรทัดเดียว
**Snapshot completed. Silent log active.**
เธอยังไม่ทันตอบ ข้อความที่สองก็เด้งขึ้นมา
**พบการเข้าถึงซ้ำจากบัญชีภายนอกเดิม กำลังดาวน์โหลดไฟล์ใหม่**
ใต้ข้อความนั้น ระบบรักษาความปลอดภัยแสดงหน้าต่างเล็กซ้อนขึ้นมาเอง แถบดาวน์โหลดสีแดงวิ่งจากซ้ายไปขวาอย่างเงียบเชียบ ร้อยละสิบเจ็ด ร้อยละยี่สิบเก้า ร้อยละสี่สิบเอ็ด ตัวเลขพุ่งขึ้นเหมือนเลือดไหลออกจากรอยแผลที่มองไม่เห็น
ตามด้วยข้อความสั้นอีกบรรทัดจากหัวหน้าทีมไอที
**ผมไม่กดหยุดตามคำสั่ง แต่กำลังจับเส้นทางอยู่ครับ**
ประโยคนั้นไม่มีอีโมจิ ไม่มีคำขอโทษ ไม่มีความตื่นตระหนก แต่กมลวรรณ ประเสริฐสุขนึกภาพชายวัยกลางคนหลังจอได้ทันที มือหนึ่งคงจับเมาส์แน่น อีกมือคงขยี้ขอบแว่นเหมือนทุกครั้งที่ต้องทำสิ่งที่ขัดกับสัญชาตญาณของคนไอทีทุกคน นั่นคือปล่อยให้การบุกรุกวิ่งต่อ เพื่อมองให้เห็นว่ามันวิ่งไปหาใคร
กมลวรรณ ประเสริฐสุขหยุดกลางทางเดิน
ธีรวัฒน์ แสงสุขเห็นสีหน้าของเธอเปลี่ยนก่อนเห็นข้อความ “อะไร”
เธอยื่นโทรศัพท์ให้เขาดู
เขาอ่าน แล้วสายตาก็แข็งขึ้นทันที “ไฟล์ไหน”
ข้อความที่สามมาถึงก่อนเธอจะตอบ
**ชื่อไฟล์: BOARD_RECORDING_RAW_07**
รอบตัวเงียบลงเหมือนฝนทั้งเมืองหยุดหายใจไปพร้อมกัน
กมลวรรณ ประเสริฐสุขกำโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วซีด “ไฟล์นั้นไม่ควรมีอยู่ในระบบ”
ธีรวัฒน์ แสงสุขเงยหน้าขึ้นมองเธอ “มันคืออะไร”
เธอไม่ตอบทันที
เพราะถ้าตอบ ความลับอีกชั้นจะถูกเปิดก่อนถึงตู้เซฟ
เพราะถ้าไม่ตอบ เขาจะรู้ว่าเธอยังซ่อนสิ่งสำคัญไว้
และเพราะในวินาทีนั้น เธอเพิ่งเข้าใจว่าคืนนี้ไม่ได้เป็นเพียงการทดสอบว่าเขาจะยอมจำนนต่อกติกาของเธอได้หรือไม่
มันกำลังทดสอบว่าเธอจะยอมให้ใครบางคนเห็นความกลัวของเธอได้จริงหรือเปล่า
ธีรวัฒน์ แสงสุขไม่เร่ง ไม่ถามซ้ำ เขาเพียงลดเสียงลงจนแทบกลืนไปกับเสียงฝน
“กมลวรรณ ประเสริฐสุข”
เธอเกลียดที่ชื่อของตัวเองในปากเขาทำให้เธออยากตอบความจริงมากกว่าคำสั่ง
“เป็นไฟล์บันทึกการประชุมบอร์ดก่อนพ่อฉันเสีย” เธอพูดในที่สุด “ไฟล์ที่ฉันสั่งให้ลบทิ้งไปแล้ว”
เงาระหว่างพวกเขาบนพื้นทางเดินสั่นไหวเมื่อฟ้าแลบไกล ๆ นอกหน้าต่าง
ธีรวัฒน์ แสงสุขมองโทรศัพท์อีกครั้ง แถบสีแดงบนจอยังคงเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไร้เสียง
“งั้นคนที่มีมัน ไม่ได้แค่ขโมยข้อมูลคืนนี้”
“ใช่”
เสียงเธอเบาลง แต่คมกว่าเดิม
“เขาอยู่ในบ้านหลังนี้มานานกว่าที่ฉันคิด”